A : นี่เธอ ไปฟุกุชิมะ (Fukushima) กันมั้ย?

B : อ๊ะ….เธอพึ่งไปมาเองนี่ จะกลับไปอีกแล้วเหรอ?

A : ใช่แล้ว มันยังอีกหลายที่เลยที่รอบที่แล้วเราอยากไปแต่ยังไม่ได้ไป

B : เหรอๆๆๆ เล่าให้ชั้นฟังหน่อยสิ มันมีอะไรน่าเที่ยวบ้าง…เพราะชั้นสงสัยมากว่าทำไมใครๆ ก็พูดถึงหรืออยากไปฟุกุชิมะกัน?

A : แหม่เธอ ไม่รู้อะไรซะแล้ว ที่จังหวัดนี้เค้ามีสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจเยอะแยะเลยแหละ ทั้งธรรมชาติ หรือแนวประวัติศาสตร์ก็มี แถมอาหารก็อร่อย ผู้คนก็น่ารัก เราน่ะอยากให้เธอได้ลองไปเที่ยวที่นี่ดูซักครั้งจริงๆ รับรองเธอจะหลงรักเหมือนกับเราแน่ๆ

B : โหหหห ขนาดนั้นเชียวเหรอ

A : ใช่ ขนาดนั้นเลยแหละเธอ เอาเป็นว่าเดี๋ยววันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังดีกว่าว่าสถานที่เที่ยวในจังหวัดนี้มีอะไรที่เราคิดว่าน่าสนใจบ้าง ถ้าเธอพร้อมแล้วก็ตามเรามาได้เลย!!

Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดฟุกุชิมะ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ

ฟุกุชิมะ (Fukushima) คือจังหวัดหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) และเราสามารถเดินทางมาจากโตเกียวได้อย่างสบายๆ โดยใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนจุดเด่นของจังหวัดนี้ที่ทำให้ใครๆ ก็หลงรักก็น่าจะเป็นเพราะที่นี่มีการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างธรรมชาติที่สวยงามสมบูรณ์กับวัฒนธรรมและประเพณีที่เก่าแก่ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ที่จังหวัดแห่งนี้ก็ยังมีอากาศที่บริสุทธิ์ มีความสงบในแบบที่เราไม่อาจหาได้จากในเมืองใหญ่ๆ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และรอยยิ้มจากคนรอบข้างที่เดินผ่านไปมา และเพื่อให้ทุกคนได้รู้จักกับจังหวัดแห่งนี้มากขึ้น วันนี้ผมก็เลยจะพาทุกคนไปรู้จักกับ 26 ที่เที่ยว ที่จะทำให้คุณหลงรักฟุกชิมะครับ 


1. เก็บผลไม้ที่ Fruit Line

ด้วยความที่ Fukushima มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ก็เลยทำให้จังหวัดนี้เป็นจังหวัดเกษตรกรรมและมีสวนผลไม้ต่างๆ มากมาย จนเกิดเป็นเส้นทางสายผลไม้ (Fruit Line) ที่โด่งดังไปทั่วญี่ปุ่น นอกจากนี้สวนผลไม้หลายๆ แห่งยังเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้าไปเก็บผลไม้สดๆ จากต้นกินได้ไม่อั้นด้วย โดยช่วงเวลาเก็บเกี่ยวของผลไม้แต่ละประเภทก็มีตามนี้เลยครับ

สตรอเบอรี่ : เดือนมกราคม ถึง พฤษภาคม

เชอรี่ : เดือนมิถุนายน ถึง กลางเดือนกรกฎาคม

ลูกพีช : กลางเดือนกรกฎาคม ถึง กลางเดือนกันยายน

ลูกแพร : ปลายเดือนสิงหาคม ถึง กลางเดือนตุลาคม

แอปเปิ้ล : ปลายเดือนสิงหาคม ถึง ต้นเดือนธันวาคม

องุ่น : เดือนกันยายน ถึง กลางเดือนตุลาคม

สำหรับช่วงที่ผมเคยไปนั้นเป็นช่วงกลางเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงที่ลูกพีชสุกพอดี ซึ่งผมกับต๋งก็ได้ไปเก็บลูกพีชสดๆ จากต้นกินที่ Marue Tourist Orchard ครับ และผมขอบอกตรงนี้เลยว่ามันเป็นอะไรที่อร่อย ดีงาม คุ้มค่ามาก คอผลไม้ต้องห้ามพลาดเลยครับ

สถานที่ : Marue Tourist Orchard
พิกัด : Fruit Line ของเมือง Fukushima
การเดินทาง : นั่ง Taxi จากสถานี Fukushima หรือจากสถานี Ioji-Mae
ค่าใช้จ่าย : ขึ้นอยู่กับประเภทของผลไม้ โดยค่าใช้จ่ายในการเก็บลูกพีชจะอยู่ที่ 860 เยน/คน/30 นาที
เวลาเปิด-ปิด : 8.00 – 17.00 น.
ข้อมูลเพิ่มเติม : www.fukushima-guide.jp

อ่านรีวิวฉบับเต็มของ Fruit Line Click ที่นี่


2. Tsuruga Castle หรือปราสาทนกกระเรียน

“ปราสาท Tsuruga (ซึรุกะ) หรือปราสาทนกกระเรียน” คือหนึ่งในปราสาทที่เก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น และปราสาทแห่งนี้ยังเป็นปราสาทที่มีความเกี่ยวข้องกับซามูไรกลุ่มเสือขาว Byakkotai ซึ่งเป็นซามูไรกลุ่มสุดท้ายของประเทศญี่ปุ่นด้วย โดยปราสาทที่เราเห็นในปัจจุบันนี้เป็นปราสาทที่ได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่นะครับ แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คุณควรจะไปสัมผัสและดูด้วยตาตัวเองซักครั้ง เพราะการที่เราได้เห็นวิวสวยๆ จากบนปราสาท, ได้อ่านเรื่องราวภายในปราสาท และได้เดินชมความสวยงามรอบๆ ปราสาทนั้น ก็เป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆ แล้ว

นอกจากนี้สำหรับใครที่ไปในช่วงที่ปราสาท Tsuruga มีการจัดกิจกรรมพิเศษก็ยิ่งจะได้เห็นอะไรที่สวยงามแปลกตากว่าคนอื่นมาก โดยหนึ่งในเทศกาลที่มีชื่อเสียงของปราสาทแห่งนี้ก็คือ เทศกาลเทียน (Painted Candle Festival) ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีครับ

สถานที่ : Tsuruga Castle
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่ง Aizu Loop Bus จากสถานี Aizu-Wakamatsu แล้วลงที่ป้าย H15 สำหรับสายสีเขียว และป้าย A26 สำหรับสายสีแดง
ค่าใช้จ่าย : 410 เยน/คน
เวลาเปิด-ปิด : 8.30 – 17.00 น.

อ่านรีวิวเที่ยวปราสาทซึรุกะวันธรรมดา Click ที่นี่

อ่านรีวิวเที่ยวปราสาทซึรุกะในวันงาน Painted Candle Festival Click ที่นี่ 


3. ภูเขาอิอิโมริยามะ (Iimoriyama)

ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงของเมืองไอซึวากามัตซึ จังหวัดฟุกุชิมะ เพราะที่นี่มีทั้งเจดีย์ไม้โบราณ Sazaedo ซึ่งเป็นมรดกแห่งชาติทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น และสุสานของ 19 ซามูไรกลุ่มเสือขาว Byakkotai ซามูไรกลุ่มสุดท้ายของประเทศญี่ปุ่นที่ได้ทำการปลิดชีพของตัวเองที่ภูเขาแห่งนี้เพื่อเป็นการรักษาเกียรติของซามูไรไว้

สำหรับเจดีย์ไม้โบราณ Sazaedo นั้นจะเป็นเจดีย์ที่สูงขนาด 16.5 เมตร และมีอายุกว่า 200 ปี โดยจุดเด่นของเจดีย์นี้คือจะเป็นเจดีย์ไม้รูปทรงหมุนวนเป็นเกลียวเหลี่ยมขึ้นไปจนถึงยอด และมีทางเดินขึ้นและลงคนละทางโดยที่ไม่สวนทางกัน ซึ่งเป็นอะไรที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อนครับ

สถานที่ : ภูเขาอิอิโมริยามะ (Iimoriyama)
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่ง Aizu Loop Bus จากสถานี Aizu-Wakamatsu แล้วลงที่ป้าย H36 สำหรับสายสีเขียว และป้าย A5 สำหรับสายสีแดง
ค่าใช้จ่าย : 400 เยน/คน เฉพาะคนที่ต้องการเข้าไปชมข้างในเจดีย์ Sazeodo หากชมส่วนอื่นๆ ภายนอกจะไม่มีค่าใช้จ่าย
เวลาเปิด-ปิด : 8.15 น. – พระอาทิตย์ตก (เดือนเม.ย. – ธ.ค.) และ 9.00 – 16.00 น. (เดือน ม.ค. – มี.ค.)

อ่านรีวิวฉบับเต็มของภูเขาอิอิโมริยามะ Click ที่นี่ 


4. คฤหาสน์ซามูไร Aizu-bukeyashiki

ด้วยความที่เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu) คือเมืองแห่งซามูไร (Samurai City) ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เมืองนี้จะมีคฤหาสน์ซามูไรที่มีขนาดใหญ่ สวยงาม และน่าไปเยี่ยมชมแบบนี้อยู่ ซึ่งผมบอกเลยว่านี่คือหนึ่งในสถานที่ที่คนชอบซามูไรและวิถีการใช้ชีวิตแบบญี่ปุ่นโบราณควรไปครับ

สถานที่ : คฤหาสน์ซามูไร Aizu-bukeyashiki
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่ง Aizu Loop Bus จากสถานี Aizu-Wakamatsu แล้วลงที่ป้าย H24. H30 สำหรับสายสีเขียว และลงที่ป้าย A11, A17 สำหรับสายสีแดง
ค่าใช้จ่าย : 850 เยน/คน
เวลาเปิด-ปิด : 8.30 – 17.00 น. (เดือนเม.ย. – พ.ย.), 9.00 – 16.30 น. (เดือน ธ.ค. – มี.ค.)

อ่านรีวิวฉบับเต็มของคฤหาสถ์ซามูไร Click ที่นี่ 


5. Higashiyama Onsen

นอกจากเมืองไอซึวากามัตซึ จะมีสถานที่สวยๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นแล้ว ที่เมืองนี้ยังอุดมไปด้วยออนเซ็นที่มีคุณภาพอีกหลายแห่งด้วย โดยแหล่งออนเซ็นที่ใกล้เมืองและผู้คนนิยมไปมากที่สุดแห่งนึงก็คือ ฮิกาชิยามะ ออนเซ็น (Higashiyama Onsen) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีธรรมชาติสมบูรณ์ อากาศบริสุทธิ์ และมีโรงแรมกับเรียวกังเปิดให้บริการอยู่หลายแห่ง โดยผมคิดว่าที่นี่คือสถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนหรือฟื้นพลังมากๆ ครับ

สถานที่ : ฮิกาชิยามะ ออนเซ็น (Higashiyama Onsen)
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่ง Aizu Loop Bus จากสถานี Aizu-Wakamatsu แล้วลงที่ป้าย H27 สำหรับสายสีเขียว และป้าย A14 สำหรับสายสีแดง
ค่าใช้จ่าย : สามารถแช่ออนเซ็นเท้าได้ฟรี ส่วนการแช่ออนซ็นอื่นๆ หรือการเข้าพักขึ้นอยู่กับอัตราค่าบริการของแต่ละโรงแรม

อ่านรีวิวฉบับเต็มของฮิกาชิยามะ ออนเซ็น Click ที่นี่ 


6. หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณโออูจิจูคุ (Ouchi Juku)

ที่นี่คือหมู่บ้านญี่ปุ่นที่มีความสวยงามมาก และที่นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวที่แม้แต่คนญี่ปุ่นยังมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยประวัติคร่าวๆ ของหมู่บ้านนี้ก็คือในสมัยเอโดะ ถนนเส้นที่ผ่านหน้าหมู่บ้านแห่งนี้ถือเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมและการค้าที่เชื่อมต่อระหว่างอาณาจักรไอสึ (Aizu city) และเมืองอิไมชิ (Imaichi) ดังนั้นหมู่บ้านแห่งนี้จึงกลายเป็นแหล่งที่พักระหว่างทางที่ได้รับความนิยมมาก เพราะเป็นสถานที่ที่มีครบทั้งอาหารและที่พัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเส้นทางสายใหม่หลายๆ สายก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งสะดวกสบายกว่า ทั้งประหยัดเวลากว่า จนทำให้จำนวนผู้คนที่เดินทางผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ลดน้อยลงเรื่อยๆ และกลายเป็นหมู่บ้านร้าง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2524 ทางการของญี่ปุ่นก็ได้เข้ามาดูแลบูรณะ ปรับปรุงและขึ้นทะเบียนหมู่บ้านนี้ให้เป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าของชาติ โดยในปัจจุบันนี้ตัวหมู่บ้านนั้นมีความสวยงามและสมบูรณ์มาก บ้านหลายๆ หลังได้ทำการปรับเปลี่ยนมาเป็นร้านขายของที่ระลึก, ร้านค้าขายสินค้าพื้นเมือง, ร้านอาหารและที่พักแบบญี่ปุ่นที่มีเสน่ห์มากมาย จนทำให้หมู่บ้านแห่งนี้มีนักท่องมาเยี่ยมชมมากกว่า 1 ล้านคนต่อปีเลยครับ

สำหรับสถานที่นี้ผมบอกเลยว่าคนที่ชอบการถ่ายภาพต้องไม่พลาดที่จะมาเยี่ยมชม โดยเฉพาะที่บริเวณจุดชมวิวซึ่งอยู่บนเนินเขาถือเป็นจุดถ่ายภาพหมู่บ้านที่ดีมากครับ และสำหรับใครที่มาในช่วงฤดูหนาวโดยเฉพาะอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์นั้นจะได้ชมภาพที่สวยงามสุดๆ ภาพของหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณที่มีหิมะสีขาวปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้าน แล้วก็มีพลุสวยงามตระการตายิงขึ้นสู่ท้องฟ้านานถึงครึ่งชั่วโมงครับ!!

สถานที่ : หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณโออูจิจูคุ (Ouchi Juku)
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่งรถไฟจากสถานี Aizu-Wakamatsu มาลงที่สถานี Yunokami Onsen จากนั้นนั่งรถบัสต่อไปยังหมู่บ้าน
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชมหมู่บ้าน

อ่านรีวิวการเที่ยวหมู่บ้านโออูจิจูคุในวันธรรมดาฉบับเต็ม Click ที่นี่

อ่านรีวิวการเที่ยวหมู่บ้านโออูจิจูคุในวันงานเทศกาล Snow Festival Click ที่นี่ 


7. จุดชมวิว Tono Hetsuri

ที่นี่คือจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฟุกุชิมะแห่งนึงครับ โดยเฉพาะในช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี จะมีนักท่องเที่ยวแวะเข้ามาชมความงามของภูเขา, หน้าผา, ลำธาร และสีสันของต้นไม้กันอย่างมากมาย แต่สำหรับในเดือนอื่นๆ นั้นจะมีนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าไรเพราะโทนสีที่เราเห็นจะมีแค่โทนสีเขียวเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่เดินทางมาชมความสวยงามของหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณโออูจิจูคุแล้วก็ควรจะแวะมาที่นี่ต่อ เพราะทั้งสองสถานที่นี้อยู่ห่างกันเพียงแค่สถานีเดียวเท่านั้นเอง

สถานที่ : จุดชมวิว Tono Hetsuri
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่งรถไฟจากสถานี Aizu-Wakamatsu มาลงที่สถานี Tono Hetsuri จากนั้นเดินต่อ 300-400 เมตร
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

อ่านรีวิวฉบับเต็มจุดชมวิว Tono Hetsuri Click ที่นี่ 


8 . จุดชมวิวรถไฟสาย Tadami Line

(วิวสะพาน Daiichi Kyouryou)

รถไฟสายทาดามิ (Tadami Line) คือหนึ่งในเส้นทางของสายรถไฟญี่ปุ่นที่ว่ากันว่ามีความสวยงามของวิวสองข้างทางที่สวยที่สุด โดยเฉพาะเส้นทางจากช่วงสถานี Aizukawaguchi และสถานี Aizuyanaizu จะเป็นช่วงที่มีวิวที่สวยมากๆ เพราะเป็นช่วงที่รถไฟวิ่งผ่านภูเขาไปตามแม่น้ำทาดามิและข้ามสะพานถึง 4 สะพานด้วยกัน

สำหรับเส้นทางรถไฟสายทาดามินี้จะมีความสวยงามแทบทุกฤดูกาลตั้งแต่ซากุระ, ใบไม้เปลี่ยนสี จนไปถึงตอนที่หิมะตก โดยจุดชมวิวรถไฟสาย Tadami Line วิวสะพาน Daiichi Kyouryou นั้น ถือเป็นจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของจังหวัด Fukushima และในแต่ละวันนั้นจะมีนักท่องเที่ยวและช่างภาพชาวญี่ปุ่นจำนวนมากมาดูความสวยงามของรถไฟขณะที่กำลังวิ่งบนสะพานโดยมีแม่น้ำที่กว้างใหญ่ และภูเขาที่สมบูรณ์เป็นฉากอยู่ด้านหลังครับ

Daiichi Kyouryou

สถานที่ : จุดชมวิวรถไฟสาย Tadami Line วิวสะพาน Daiichi Kyouryou
พิกัด : เมืองไอซึมิยาชิตะ (Aizumiyashita)
การเดินทาง : นั่งรถไฟจากสถานี Aizu-Wakamatsu มาลงที่สถานี Aizumiyashita จากนั้นนั่งรถบัสหรือ Taxi ต่อ
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

อ่านรีวิวฉบับเต็มของจุดชมวิวรถไฟสาย Tadami Line Click ที่นี่ 


9. Koriyama City Fureai Science Center Space Park

ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และอวกาศที่ได้รับการบันทึกลงกินเนสบุ๊ค (Guinness Book) ว่ามีท้องฟ้าจำลองที่ตั้งอยู่บนตึกที่สูงที่สุดของโลกครับ โดยมีความสูงจากพื้นถึง 104.25 เมตรด้วยกัน และภายใน Koriyama Space Park นั้นจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ส่วน ได้แก่

ชั้น 22 : เป็นบริเวณ Lobby ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
ชั้น 21 : เป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอวกาศที่จะทำให้เราได้เห็นและเรียนรู้ว่านอกโลกของเรานั้นมีอะไรบ้าง และนักบินอวกาศนั้นมีความเป็นอยู่อย่างไร
ชั้น 23-24 : เป็นโรงหนังและท้องฟ้าจำลอง

สำหรับบริเวณชั้นที่ 22 นั้น ทาง Koriyama Space Park จะเปิดให้ทุกคนได้เข้าชมฟรี และจะเป็นชั้นที่เราสามารถมองเห็นวิวสวยๆ ของเมืองโคริยามะแบบพาโนรามา (Panorama) ได้ ดังนั้นก็เลยทำให้มีนักท่องเที่ยวแวะมาที่ชั้นนี้กันตลอดทั้งวัน ส่วนชั้นอื่นๆ ที่เหลือก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะชั้นที่ 21 ที่มีเรื่องราวของอวกาศ, นักบินอวกาศ และเครื่องเล่นต่างๆ ที่ทำให้เราเข้าใกล้กับการเป็นนักบินอวกาศมากขึ้น ใครที่ชอบเรื่องราวเหล่านี้ไม่ควรพลาดที่จะมาชมที่นี่เลยครับ เพราะการเดินทางมานั้นมันง่ายมากๆ

สถานที่ : Koriyama City Fureai Science Center Space Park
พิกัด : ชั้น 21-24 ของตึก Big I เมืองโคริยามะ (Koriyama)
การเดินทาง : ออกจากสถานี Koriyama แล้วเดินต่อประมาณ 150 เมตร
ค่าใช้จ่าย : 400 เยน/คน สำหรับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่ชั้น 21 และ 400/เยน/คน/เรื่อง สำหรับการชมท้องฟ้าจำลองหรือภาพยนต์ที่ชั้น 23-24
เวลาเปิด-ปิด : 10.00 – 17.00 น.

อ่านรีวิวฉบับเต็มของ Koriyama Space Park Click ที่นี่ 


10. กินราเมนและสาเกที่เมือง Kitakata

เมืองคิตะคาตะ คือเมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากสถานี Aizu-Wakamatsu เพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น โดยสิ่งที่เมืองแห่งนี้มีชื่อเสียงมากก็คือความสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้ก่อเกิดเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการผลิตราเมนและสาเก โดยคิตะคาตะราเมนนั้นถือเป็น 1 ใน 3 ราเมนที่สุดยอดของญี่ปุ่นเลยครับ และด้วยความสุดยอดของราเมนของที่นี่ก็เลยทำให้เมืองนี้มีร้านราเมนมากกว่า 150 ร้าน มีคู่มือตระเวนการชิมราเมน และมีนักท่องเที่ยวมาตระเวนชิมราเมนในเมืองนี้อย่างไม่ขาดสาย แถมบางคนยังยินดีที่จะยืนรอ 2-3 ชั่วโมงเพื่อที่จะลิ้มรสความอร่อยของราเมนบางร้านเลยทีเดียว

อ้อ หลังจากที่ชิมราเมนเสร็จแล้วก็อย่าลืมแวะไปเติมความรู้ ดูกระบวนการผลิตสาเกที่พิพิธภัณฑ์สาเกที่อยู่ภายในเมืองด้วยนะครับ จะได้รู้จักเมืองนี้เพิ่มมากขึ้นครับ

สถานที่ : พิพิธภัณฑ์สาเกและร้านราเมน
พิกัด : เมืองคิตะคาตะ (Kitakata)
การเดินทาง : นั่งรถไฟจากสถานี Aizu-Wakamatsu มายังสถานี Kitakata จากนั้นนั่งรถบัสหรือเดินเที่ยวภายในเมือง
ค่าใช้จ่าย : ไม่เสียค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์สาเก ส่วนราคาราเมนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 800 – 1,500 เยน/ชาม

อ่านรีวิวฉบับเต็มของเมือง Kitakata Click ที่นี่ 


11. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Aquamarine Fukushima

Aquamarine Fukushima คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเมืองอิวากิ (Iwaki) จังหวัดฟุกุชิมะ (Fukushima) โดยที่นี่คือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีความใหญ่ มีความสมบูรณ์ของการจัดแสดง และมีประเภทของสัตว์ที่แสดงมากมาย ทั้งปลา, กุ้ง, หอย, ปู, นาก, สิงโตทะเล, นกพัฟฟิน และ Fennec Fox โดยสัตว์น้ำหลายๆ ประเภทที่จัดแสดงนั้นถือเป็นสัตว์น้ำที่หาดูได้ยากเลยครับ

นอกจากนี้ที่นี่ยังมีหาดจำลองและพื้นที่กิจกรรมให้เด็กๆ และครอบครัวได้มาใช้เวลาด้วยกันด้วย เรียกว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความครบเครื่องเหมาะกับทุกเพศทุกวัยจริงๆ โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบโลกใต้น้ำ ไม่ควรพลาดที่จะแวะมาเยี่ยมเยียนเลยครับ

สถานที่ : Aquamarine Fukushima
พิกัด : เมืองอิวากิ (Iwaki)
การเดินทาง : นั่งรถบัสจากสถานี Iwaki แล้วลงป้ายที่ชื่อว่า Shisho Iriguchi จากนั้นเดินต่อประมาณ 400 เมตร
ค่าใช้จ่าย : 1,800 เยน/คน
เวลาเปิด-ปิด : 9.00 – 17.30 น.

อ่านรีวิวฉบับเต็มของ Aquamarine Fukushima Click ที่นี่ 


12. ตลาดปลา Lalamew

ด้วยความที่เมืองอิวากิ คือเมืองเพียงไม่กี่เมืองของจังหวัดฟุกุชิมะที่มีอาณาเขตติดกับทะเล ดังนั้นที่นี่จึงมีตลาดปลาที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่และถือเป็นสถานที่ที่ชาวเมืองอิวากิมักจะแวะมาซื้อของไปประกอบอาหารกันครับ นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นจุดขึ้นเรือ Day Cruise Sightseeing เพื่อชมความงามของทะเลเมืองอิวากิอีกด้วย

ใครที่ไม่เคยไปตลาดปลาที่ไหนมาก่อน หากได้มีโอกาสผ่านมาแถวอิวากิก็ลองแวะเวียนเข้าไปดูหรือไปชิมซูชิอร่อยๆ ซัก 4-5 คำก็ได้ครับ ><

สถานที่ : ตลาดปลา Lalamew
พิกัด : เมืองอิวากิ (Iwaki)
การเดินทาง : นั่งรถบัสจากสถานี Iwaki แล้วลงป้ายที่ชื่อว่า Shisho Iriguchi จากนั้นเดินต่อประมาณ 400 เมตร
ค่าใช้จ่าย : ในส่วนของตลาดปลาไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม ส่วนราคาอาหารโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 800 – 2,500 เยน/จาน

อ่านรีวิวฉบับเต็มของตลาดปลา Lalamew Click ที่นี่ 


13. Spa Resort Hawaiians

Spa Resort Hawaiians คือสวนน้ำในร่มขนาดใหญ่ที่มีกิจกรรมให้เราทำเยอะมากตั้งแต่การเล่น Slider ที่สนุกสนาน, Game Center ที่มีตู้เกมส์ให้เลือกเล่นมากมาย รวมไปถึงการแสดงบนเวทีที่สะท้อนถึงความเป็นฮาวาย และด้วยความน่าสนใจอันมากมายของที่นี่ก็เลยทำให้สถานที่แห่งนี้มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยรุ่น

สำหรับใครที่ต้องการมาเที่ยวที่นี่แบบเต็มอิ่ม ก็สามารถที่จะพักที่โรงแรมของ Spa Resort Hawaiians ได้นะครับ แต่ว่าค่าที่พักก็แอบแรงอยู่เหมือนกัน หรือหากใครสู้ราคาไม่ไหวก็สามารถที่จะไปพักที่โรงแรมอื่นภายในเมืองอิวากิก็ได้ เพียงแต่อาจจะต้องวางแผนเดินทางกันดีๆ นิดนึงครับ จะได้ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องตกรถหรือเล่นยังไม่จุใจ ><

สถานที่ : Spa Resort Hawaiians
พิกัด : เมืองอิวากิ (Iwaki)
การเดินทาง : นั่ง Share Taxi จากตลาดปลา Lalamew / Aquamarine Fukushima หรือขึ้นรถรับส่งฟรีของ Spa Resort Hawaiians ที่บริเวณสถานี Yumoto
ค่าใช้จ่าย : 3,500 เยน/คน (ไม่รวมค่าเล่นเครื่องเล่นต่างๆ อีก 200 เยน/ครั้ง) ทั้งนี้หากเข้าหลังเวลา 15.00 น. จะราคา 3,000 เยน/คน และถ้าเข้าหลังเวลา 18.00 น. จะราคา 2,800 เยน/คน
เวลาเปิด-ปิด : 10.00 – 22.15 น.

อ่านรีวิวฉบับเต็มของ Spa Resort Hawaiians Click ที่นี่ 


14. Ski Resort

ด้วยความที่จังหวัดฟุกุชิมะ (Fukushima) เป็นจังหวัดที่มีหิมะตกค่อนข้างเยอะ และหิมะที่ตกนั้นก็มีคุณภาพดี เมื่อประกอบกับธรรมชาติในจังหวัดที่มีความสวยงาม มีภูเขาน้อยใหญ่มากมาย ดังนั้นจังหวัดฟุกุชิมะก็เลยมีลานสกีหรือ Ski Resort ที่มีชื่อเสียงอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งผมกับต๋งเองก็ได้มีโอกาสไปใช้บริการที่ Hoshino Resort Alts Bandai มาครับ และต้องบอกว่าพวกเราทั้งสองคนรู้สึกประทับใจมาก ที่สำคัญมันยังใช้เงินน้อยกว่าที่เราคิดอีกด้วยครับ!!

สถานที่ : Hoshino Resort Alts Bandai
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่งรถไฟไปที่สถานี Bandaimachi จากนั้นนั่งรถบัสรับส่งฟรีไปยังรีสอร์ท
ค่าใช้จ่าย : แล้วแต่กิจกรรมที่เล่น (ไม่มีค่าเข้า)
เวลาเปิด-ปิด : 9.00 – 17.00 น.

อ่านรีวิวฉบับเต็มของ Hoshino Resort Alts Bandai Click ที่นี่ 


15. Tadami Snow Festival

อย่างที่ผมได้เคยบอกไปว่า Fukushima นั้นเป็นจังหวัดที่มีปริมาณหิมะตกค่อนข้างมาก โดยในบรรดาเมืองต่างๆ ในจังหวัดฟุกุชิมะนั้น เมืองทาดามิ (Tadami) ถือเป็นเมืองที่มีปริมาณหิมะตกหนักมากที่สุด และตกหนักจนถึงขั้นติดอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่นเลยครับ

ซึ่งจากการที่เมือง Tadami นั้นมีปริมาณหิมะที่เยอะขนาดนี้ อีกทั้งยังมีทัศนีภาพทางธรรมชาติที่สวยงามมากมาย ทำให้ที่นี่ได้เกิดเทศกาลหิมะ (Snow Festvial) ที่มีชื่อเสียงขึ้นมา โดยเค้าจะจัดงานในวันเสาร์และอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ภายในงานจะมีกิจกรรมสนุกสนานตลอดทั้งวัน รวมทั้งยังมีร้านขายของอร่อยๆ, มีสิ่งก่อสร้างสวยๆ ที่ทำจากหิมะ แล้วที่เป็นไฮไลท์สุดๆ นั่นก็คือการยิงพลุในช่วงตอนกลางคืนที่มีความสวยงาม อลังการ และยาวนานมาก โดยผมกับต๋งยกให้ที่นี่เป็นการดูพลุที่สวยงามที่สุดครั้งนึงในชีวิตของพวกเราเลยครับ

สถานที่ : Tadami Snow Festival
พิกัด : เมืองทาดามิ (Tadami)
การเดินทาง : นั่งรถไฟไปที่สถานี Aizu-Kawaguchi จากนั้นนั่งรถบัสต่อไปยังเมือง Tadami (หลังจากที่ทางรถไฟซ่อมเสร็จแล้ว จะสามารถนั่งรถไฟไปถึงเมือง Tadami ได้เลย)
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าเข้า

อ่านรีวิวฉบับเต็มของ Tadami Snow Festival Click ที่นี่ 


16. ทะเลสาบอินะวะชิโระ (Inawashiro Lake)

Inawashiro (อินะวะชิโระ) ที่นี่นอกจากจะเป็นเมืองที่บุคคลสำคัญระดับโลกอย่าง ดร.โนงูจิ ฮิเดโยะ (Dr.Noguchi Hideyo) จะอาศัยอยู่ในช่วงที่ท่านเป็นเด็กแล้ว ที่นี่ยังมีทะเลสาบที่มีความสวยงามอย่าง Inawashiro Lake อยู่ด้วย โดย Inawashiro Lake ถือเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในสี่ของทะเลสาบในญี่ปุ่นที่มีน้ำใสสะอาดที่สุดด้วยครับ

สำหรับต้นกำเนิดของทะเลสาบแห่งนี้นั้นเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟซึ่งอยู่ใกล้กับภูเขาบันไดเมื่อหลายหมื่นปีก่อน และนั่นเลยทำให้น้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีความเป็นกรดอ่อนๆ รวมทั้งไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่อาศัยอยู่ใต้น้ำเลย ดังนั้นน้ำในทะเลสาบแห่งนี้จึงใสสะอาดมากจนได้รับฉายาว่า “ทะเลสาบกระจกสวรรค์” และในวันที่อากาศดีๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง น้ำในทะเลสาบแห่งนี้จะสะท้อนภาพภูเขาบันไดที่อยู่ด้านหลังได้เด่นชัดมากครับ

ใครที่ต้องการมาเที่ยวที่ทะเลสาบแห่งนี้ ผมแนะนำให้มาในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตกนะครับ เพราะว่าจะเป็นช่วงที่มีความสวยงามมาก อีกทั้งยังมีหงส์และนกเป็ดน้ำที่หนีหนาวมาอาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้เป็นจำนวนมากด้วย

สถานที่ : Inawashiro Lake
พิกัด : เมืองอินะวะชิโระ (Inawashiro)
การเดินทาง : นั่งรถไฟไปที่สถานี Inawashiro
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าเข้าสำหรับการชมทะเลสาบ ส่วน Dr.Noguchi Hideyo Memorial Musuem นั้นมีค่าเข้า 600 เยน

อ่านรีวิวฉบับเต็มของ Inawashiro Lake Click ที่นี่ 


17. เมืองแห่งน้ำพุร้อน Iizakaonsen

iizakaonsen

Iizakaonsen (อิอิซากะออนเซน) เป็นเมืองขนาดเล็กที่แสนสงบและอยู่ห่างจากตัวเมือง Fukushima เพียงแค่ประมาณ 25 นาทีเท่านั้น โดยจุดเด่นของเมืองนี้ก็คือเป็นเมืองที่ชื่อเสียงเรื่องแหล่งน้ำพุร้อนมาอย่างยาวนาน ซึ่งชื่อเสียงอันโด่งดังของเค้านั้นมีมาตั้งแต่ก่อนสมัยเอโดะอีกครับ รวมทั้งเค้ายังมีเรื่องเล่าด้วยว่าน้ำแร่ของที่นี่นั้นยังสามารถช่วยให้หายจากโรคภัยต่างๆ ได้อีกด้วย ดังนั้นเมืองเล็กๆ แห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่ที่ชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเดินทางมาเพื่อพักผ่อนและแช่น้ำร้อนกัน ซึ่งด้วยความเงียบสงบของเมือง ความไม่พลุกพล่านของผู้คน รวมทั้งการที่เมืองแห่งนี้มีจุดชมวิวบนยอดเขาที่สวยงามโดยเฉพาะในช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมหลายๆ คนจึงหลงเสน่ห์เมืองเล็กๆ แห่งนี้และอยากกลับมาพักผ่อนที่นี่บ่อยๆ ครับ

นอกจากนี้สำหรับคนที่พอจะมีเวลาในการท่องเที่ยว ที่เมือง Iizakaonsen นี้ก็ยังอยู่ไม่ไกลจากสวนผลไม้ต่างๆ ในเส้นทางผลไม้ Fruit Line ด้วย ใครที่เป็นคนชอบทานผลไม้ หากได้มีโอกาสมาเที่ยวเมืองนี้ก็อย่าลืมวางแผนในการไปเก็บผลไม้สดๆ จากต้นต่อด้วยนะครับ ^^

สถานที่ : Iizakaonsen
พิกัด : เมืองอิอิซากะออนเซน (Iizakaonsen)
การเดินทาง : นั่งรถไฟจากสถานี Fukushima ไปยังสถานี Iizakaonsen โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาที
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย

อ่านรีวิวฉบับเต็มของเมือง Iizakaonsen Click ที่นี่ 


18. น้ำตก Tatsuzawafudo Fall

Tatsuzawafudo Fall

น้ำตก Tatsuzawafudo Fall (ทัตสึซาวะฟุโด) คือหนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัด Fukushima โดยน้ำตกแห่งนี้มีความกว้างถึง 16 เมตร และมีความสูงถึง 10 เมตร นอกจากนี้คนญี่ปุ่นยังมีความเชื่อด้วยว่าที่น้ำตกแห่งนี้เป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าฟุโดเมียวโอ เทพเจ้าที่เป็นผู้ทำลายสิ่งลวงตาและเป็นผู้ที่ปกป้องพุทธศาสนาตามความเชื่อของศาสนาชินโตครับ

สำหรับน้ำตกแห่งนี้จะมีความงดงามมากในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีตอนปลายเดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี แต่ทั้งนี้ในเรื่องของการเดินทางนั้นอาจจะลำบากซักหน่อยสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะการที่เราจะไปที่น้ำตกแห่งนี้ได้นั้นเราจะต้องมีรถส่วนตัวและต้องเดินเท้าต่ออีกประมาณ 5-10 นาทีครับ

Tatsuzawafudo Fall

สถานที่ : Tatsuzawafudo Fall
พิกัด : Mapcode 377 613 512 *36
การเดินทาง : ขับรถส่วนตัวไปตามพิกัดด้านบน
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย

อ่านรีวิวฉบับเต็มของน้ำตก Tatsuzawafudo Click ที่นี่ 


19. จุดชมวิว Nakatsukawa Bridge

สะพานนาคัตซึกาว่า

Nakatsukawa Bridge (สะพานนาคัตซึกาว่า) คือจุดชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามอีกจุดนึงของจังหวัด Fukushima โดยที่จุดนี้เราจะต้องใช้การเดินเท้าขึ้นและลงเนินเขาเพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติ, เทือกเขา และสายน้ำครับ ดังนั้นใครที่ตั้งใจจะมาเที่ยวชมความงามของสถานที่แห่งนี้ก็ต้องเตรียมรองเท้าและร่างกายมาให้พร้อมนิดนึง และหากใครมีรองเท้าที่สามารถลุยน้ำได้มาด้วยก็จะดีมาก เพราะมันจะทำให้เราสามารถเดินลัดเลาะไปตามสถานที่ต่างๆ ได้สะดวกมากขึ้นครับ

สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมาเที่ยวที่แห่งนี้ก็คือช่วงปลายเดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี และที่บริเวณนี้จะมีร้านอาหารรวมทั้งห้องน้ำไว้บริการด้วยนะครับ

Nakatsukawa Bridge

สถานที่ : Nakatsukawa Bridge
พิกัด : Mapcode 937 003 153 *47
การเดินทาง : ขับรถส่วนตัวไปตามพิกัดด้านบน
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย

อ่านรีวิวฉบับเต็มของจุดชมวิวสะพาน Nakatsukawa Click ที่นี่ 


20. เส้นทาง Bandai-Azuma Lake Line

Bandai Azuma Lake Line

เส้นทาง Bandai-Azuma Lake Line เส้นทางนี้เป็นหนึ่งในสามเส้นทางการชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามมากของจังหวัด Fukushima โดยเส้นทางทั้งสามเส้นนั้นจะประกอบไปด้วยเส้นทาง Bandai-Azuma Sky Line, เส้นทาง Bandai-Azuma Lake Line และเส้นทาง Bandaisan Gold Line ซึ่งในการเที่ยวชมความงามของเส้นทางทั้งสามเส้นนี้เราจะต้องมีรถส่วนตัวเท่านั้นนะครับ อีกทั้งเราจะต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งจอดรถในพื้นที่ที่เค้าเตรียมไว้ให้เท่านั้น เนื่องจากเส้นทางโดยส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางขึ้นลงเขาที่มีความคดเคี้ยวในหลายช่วง หากเราจอดรถไม่เป็นที่ไม่เป็นทาง นอกจากจะผิดกฏหมายแล้วยังอาจจะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงด้วยครับ

สถานที่ : Bandai-Azuma Lake Line
พิกัด : Mapcode 413 596 568 *47
การเดินทาง : ขับรถส่วนตัวไปตามพิกัดด้านบน
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย

อ่านรีวิวฉบับเต็มของ Bandai-Azuma Lake Line Click ที่นี่ 


21. เส้นทาง Bandaisan Gold Line

Bandaisan Gold Line

เส้นทาง Bandaisan Gold Line คือถนนที่ขับผ่าร่องเขาทางด้านทิศตะวันออกของภูเขา Bandai โดยระหว่างทางนั้นเราจะเห็นธรรมชาติและป่าไม้ที่สวยงามตลอดสองข้างทาง ยิ่งใครที่ได้มีโอกาสมาในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะเห็นเลยว่าต้นไม้ส่วนใหญ่ในบริเวณนี้จะมีการเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองที่มีความสวยงามมากครับ นอกจากนี้ในระหว่างการขับรถบนถนนเส้นนี้เค้าจะมีการเตรียมที่จอดรถเพื่อให้เราชมวิวสวยๆ จากมุมสูงไว้หลายจุดเลย ใครที่มีรถส่วนตัวและชอบถ่ายรูป ไม่ควรพลาดที่จะไปชมเส้นทางนี้ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเด็ดขาดครับ!!

สถานที่ : Bandaisan Gold Line
พิกัด : Mapcode 413 319 806 *03
การเดินทาง : ขับรถส่วนตัวไปตามพิกัดด้านบน
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย

อ่านรีวิวฉบับเต็มของ Bandaisan Gold Line Click ที่นี่ 


22. บึง 5 สี Goshikinuma

บึง 5 สี Goshikinuma

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยเห็นภาพของทะเลสาบแห่งนึงในญี่ปุ่นที่มีน้ำในทะเลสาบเป็นสีฟ้า มีเรือพายจอดอยู่ข้างๆ กันนับสิบลำ แล้วก็มีใบไม้สีแดงเป็นกรอบหรือฉากหน้า และเชื่อมั้ยครับว่าภาพส่วนใหญ่เหล่านั้นล้วนถูกถ่ายมาจากสถานที่แห่งนี้นี่แหละครับ และสถานที่นี้มีชื่อเรียกว่าบึง 5 สี Goshikinuma (โกชิกินุมะ) แห่งจังหวัด Fukushima นั่นเอง

Goshikinuma

บึง 5 สี Goshikinuma เป็นบ่อน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยมีทั้งหมด 9 บ่อด้วยกัน!! และด้วยความที่สถานที่แห่งนี้มีความสวยงามมาก ดังนั้นทางประเทศญี่ปุ่นก็เลยจัดทำเส้นทางการเดินศึกษาธรรมชาติที่ให้เราสามารถเดินผ่านทั้ง 9 บ่อได้โดยใช้ระยะเวลาในการเดินประมาณ 1.30 –  2 ชั่วโมง รวมทั้งมีร้านอาหารและห้องน้ำสะอาดๆ ที่บริเวณทางเข้าออกของเส้นทางการเดินทั้งสองด้านด้วยครับ

สำหรับสถานที่แห่งนี้หากใครไป Fukushima ครั้งแรก ผมแนะนำเลยว่าควรจะต้องจดไว้เป็นสถานที่เที่ยวอันดับต้นๆ ที่คุณห้ามพลาด เพราะขนาดคนญี่ปุ่นยังไปเที่ยวที่นี่กันไม่ขาดสายเลยครับ และถ้าหากคุณได้มีโอกาสไปแล้วก็อย่าลืมไปทานไอศกรีม Soft Serve รสเค็ม (Salty Taste) ซึ่งเป็นรสเด็ดของที่นี่ด้วยนะครับ ><

Goshikinuma Pond
ไอศกรีมรสเค็ม (Salty Taste)

สถานที่ : บึง 5 สี Goshikinuma
พิกัด : Mapcode 413 566 168 *62
การเดินทาง : สำหรับคนที่มีรถส่วนตัวสามารถขับไปตามพิกัดด้านบนได้เลย ส่วนคนที่ไม่มีรถนั้นให้เรานั่งรถไฟไปลงที่สถานี Koriyama จากนั้นต่อรถไฟ JR Ban-Etsusai Line ไปลงที่สถานี Inawashiro และนั่งรถบัสที่หน้าสถานีไปลงที่บริเวณบึง 5 สี Goshikinuma ครับ
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย

อ่านรีวิวฉบับเต็มของบึง 5 สี Goshikinuma Click ที่นี่ 


23. วัดเอนโซจิ (Enzoji Temple)

Enzoji Temple

วัด Enzoji (เอนโซจิ) คือหนึ่งในวัดเก่าแก่และมีชื่อเสียงของจังหวัดฟุกุชิมะ โดยวัดแห่งนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ 1,200 ปีก่อนและสร้างขึ้นจากไม้ทั้งหมด นอกจากนี้วัดแห่งนี้ยังตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ที่มีทิวทัศน์สวยงาม สามารถมองเห็นแม่น้ำ Tadami (ทาดามิ) ได้แบบพาโนรามา รวมทั้งยังเป็นสถานที่ที่ให้กำเนิดมาสคอตของเมือง Aizu-Wakamatsu อย่างเจ้าวัวแดง Akabeko (อะคาเบโกะ) ด้วยครับ

สำหรับช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวนิยมมาที่วัดแห่งนี้ก็คือช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เพราะจะเป็นช่วงที่ใบไม้ในบริเวณนี้เปลี่ยนสีสวยที่สุด

Tadami River
Akabeko in Enzoji Temple

สถานที่ : Enzoji Temple
พิกัด : เมืองไอซึยาไนซึ (Aizu-Yanaizu)
การเดินทาง : นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Aizu-Yanaizu จากนั้นก็เดินเท้าต่ออีกประมาณ 700 เมตรก็จะถึงทางขึ้นวัด
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย
เวลาเปิด-ปิด : 6:00 น. – 17:00 น. (ยกเว้นในเดือน ธ.ค. – ก.พ. จะปิดตั้งแต่เวลา 16.30 น.)

อ่านรีวิวฉบับเต็มวัดเอนโซจิ Click ที่นี่ 


24. เขื่อนทาโกะคุระ (Tagokura Dam)

Tagokura Dam คือ เขื่อนขนาดใหญ่ที่อยู่ในเมือง Tadami (ทาดามิ) จังหวัด Fukushima โดยเขื่อนแห่งนี้จะมีความสวยงามมากในช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสี โดยเราจะสามารถมองเห็นภูเขาน้อยใหญ่มากมายที่เต็มไปด้วยสีสันอย่างแดง, เหลือง, เขียว และส้ม รวมทั้งยังมีสีน้ำเงินของน้ำในเขื่อนเป็นสีที่ช่วยเพิ่มความสวยงามและมิติของภาพครับ

สำหรับการมาที่เขื่อนแห่งนี้นั้น ถ้าจะให้สะดวกที่สุดเราควรจะต้องมีรถส่วนตัวครับ เพราะระยะทางจากตัวเขื่อนถึงสถานี Tadami นั้นค่อนข้างไกล และเค้ายังไม่มีรถสาธารณะบริการ เราจะต้องใช้รถ Taxi เท่านั้น นอกจากนี้จุดชมวิวสวยๆ ที่สามารถมองเห็นหุบเขาต่างๆ ได้สวยงามสุดลูกหูลูกตานั้นจะอยู่บนเขาสูงเลยบริเวณสันเขื่อนขึ้นไปอีก ดังนั้นใครที่มีแผนจะเดินทางมาที่นี่ก็ต้องดูเรื่องของการเดินทางมาให้ดีๆ นะครับ

tagokura dam

สถานที่ : Tagokura Dam
พิกัด : เมืองทาดามิ (Tadami)
การเดินทาง : ควรต้องมีรถส่วนตัว โดยเราสามารถพิมพ์คำว่า Tagokura Dam ลงใน Google Map แล้วขับตามเส้นทางได้เลย
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย

อ่านรีวิวฉบับเต็มของเขื่อน Tagokura Click ที่นี่ 


25. Inawashiro Herb Garden

Inawashiro Herb Garden

Inawashiro Herb Garden คือสวนดอกไม้ที่เปิดให้เราเข้าชมฟรีตลอดทั้งปี โดยภายในสวนแห่งนี้จะมีการแบ่งพื้นที่เป็นทั้งส่วน Indoor และ Outdoor นอกจากนี้เค้ายังมีการหมุนเวียนเปลี่ยนการปลูกดอกไม้ไปตามฤดูกาลต่างๆ ด้วย เช่น ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ก็จะเป็นดอกโคเคียสีแดงสดสวย แล้วก็ดอกคอสมอสที่มีสีหวานเกินห้ามใจครับ

ใครที่อยากจะถ่ายรูปดอกไม้สวยๆ และเป็นคนที่มีนางแบบคู่ใจไปด้วย ลองพิจารณาที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่เที่ยวของคุณดูนะครับ เพราะมันเปิดให้เข้าชมฟรี แถมยังมีร้านอาหารกับห้องน้ำไว้บริการอีกด้วยครับ

ดอกโคเคีย (Kochia) Inawashiro Herb Garden

สถานที่ : Inawashiro Herb Garden
พิกัด : เมืองอินะวะชิโระ (Inawashiro)
การเดินทาง : นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Inawashiro จากนั้นนั่งรถบัสของ Listel Inawashiro Hotel ไปลงที่หน้าโรงแรม แล้วเดินเท้าต่ออีกประมาณ 3 นาที
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย
เวลาเปิด-ปิด : 9:00 น. – 17:00 น.

อ่านรีวิวฉบับเต็มของ Inawashiro Herb Garden Click ที่นี่ 


26. สวน Kasumigajo Park

Nihonmastsu Castle

สวน Kasumigajo Park คือสวนสาธารณะที่อยู่ภายในพื้นที่ของปราสาท Nihonmatsu Castle ในเมือง Nihommatsu (นิฮมมัตซึ) โดยในอดีตพื้นที่บริเวณนี้จะเคยมีปราสาทตั้งอยู่ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปตัวปราสาทหลักได้พังทลายลงมาจนทำให้ปัจจุบันนี้เราไม่สามารถมองเห็นตัวปราสาทได้แล้วครับ แต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดี อยู่บนเนินเขาเล็กๆ ที่มีธรรมชาติที่สวยงาม ทางประเทศญี่ปุ่นก็เลยได้ทำการปรับปรุงพื้นที่บริเวณนี้ให้กลายเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ โดยมีสิ่งก่อสร้างบางส่วนที่ยังคงแสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้เดิมเคยเป็นปราสาทที่มีความสำคัญมาก่อน และในที่สุดสถานที่แห่งนี้ก็ได้กลายมาเป็นสถานที่ชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงอีกแห่งนึงของจังหวัด Fukushima

Kasumiga Castle
Kasumigajo Park

สถานที่ : Kasumigajo Park
พิกัด : เมืองนิฮมมัตซึ (Nihommatsu)
การเดินทาง : นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Nihommastsu จากนั้นเดินต่อประมาณ 2 กิโลเมตร (มีรถบัสให้บริการในบางเดือน)
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่าย

อ่านรีวิวฉบับเต็มของ Kasumigajo Park Click ที่นี่

บึง 5 สี Goshikinuma

และทั้งหมดนี้คือ 26 สถานที่เที่ยวในจังหวัดฟุกุชิมะ (Fukushima) ที่ผมคิดว่าน่าสนใจครับ และสำหรับใครที่กำลังมีแผนการเดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดแห่งนี้ก็สามารถดูรีวิวโรงแรมต่างๆ ที่ผมเคยเข้าพักได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้ได้เลยครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ ผมหวังว่าบทความนี้น่าจะช่วยให้ทุกคนได้เห็นและรู้จักจังหวัดแห่งนี้มากขึ้นนะครับ ส่วนใครที่เคยไปญี่ปุ่นมาแล้วหลายครั้ง และกำลังมองหาสถานที่แปลกใหม่ที่มีความสวยงาม สงบ ลงตัวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ไปญี่ปุ่นครั้งหน้าก็อย่าลืมมอง Fukushima เป็นหนึ่งในตัวเลือกในการเที่ยวของคุณนะครับ…..ไม่แน่นะถ้าคุณไปแล้ว คุณอาจจะหลงรักที่นี่เหมือนผมก็ได้ ^^

แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า และอย่าลืมกดติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมแบบใกล้ชิดได้ที่แฟนเพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ด้วยนะครับ สวัสดีครับ

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้ออกไป
Facebook Comments