หลังจากที่ช่วงต้นปี 2561 ผมกับต๋งได้พาทุกคนไปลองชิมอาหารในไลน์บุฟเฟ่ต์นานาชาติที่ห้องอาหาร The Café (เดอะ คาเฟ่) โรงแรม Windsor Suites Sukhumvit 20 (วินเซอร์ สวีทส์ สุขุมวิท 20) มาแล้วครั้งนึง และตอนนั้นก็มีหลายๆ คนให้ความสนใจตามไปลองทานกันเป็นจำนวนมาก เพราะด้วยจุดเด่นเรื่องราคาที่ย่อมเยาสุดๆ เพียง 547 บาท/คน เท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารรวมทั้งคุณภาพต่างๆ แล้ว ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ามากเลยครับ ดังนั้นเมื่อทางห้องอาหาร The Café แจ้งมาว่าตอนนี้เค้ากำลังมีการจัดโปรโมชั่นไลน์บุฟเฟต์ใหม่ที่ห้องอาหารนี้อีกครั้ง และเป็นโปรแรงส่งท้ายปี รวมทั้งมีประเภทอาหารที่ปรับเปลี่ยนไปจากรอบที่แล้วพอควร ผมกับต๋งจึงไม่รอช้ารีบล็อควันและเดินทางไปชิมทันทีครับ
สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านรีวิวที่ผมเขียนก่อนหน้านี้ สามารถตามไปอ่านที่ลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
และจากที่ผมกับต๋งได้มีโอกาสไปทานอาหารที่ห้องอาหารแห่งนี้มาแล้วสองครั้ง ผมคิดว่าจุดเด่นที่น่าสนใจของไลน์อาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติและซีฟู้ดของห้องอาหาร The Café โรงแรม Windsor Suites Sukhumvit 20 ก็มีดังนี้เลยครับ
-
ราคาย่อมเยา ห้องอาหารแห่งนี้มักมีโปรโมชั่นราคาพิเศษออกมาอยู่เรื่อยๆ โดยราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 500-650 บาท/คน (รวมเครื่องดื่มแล้ว) ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นและประเภทอาหาร อย่างโปรโมชั่นแรงส่งท้ายปีรอบนี้ทางห้องอาหารเค้าก็จัดหนักลด 50% เหลือเพียง 562 บาท/คน net เท่านั้น (รวมเครื่องดื่มแล้ว) และหากใครที่พาเพื่อนๆ ไปทานกันมากกว่า 10 คนขึ้นไป ทางห้องอาหารเค้าจะลดเพิ่มให้อีก 10% เหลือเพียง 506 บาท/คน net เท่านั้นครับ (รวมเครื่องดื่มแล้ว) ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่น่าสนใจมากเลย
-
มีอาหารให้ทานหลากหลาย โดยเฉพาะอาหารนานาชาติและซีฟู้ด โดยรอบนี้อาหารนานาชาติเค้าจัดมาทั้งไทย, จีน, ญี่ปุ่น, อิตาลี, เกาหลี, อินเดีย, เวียดนาม และอินโดนีเซีย ส่วนอาหารซีฟู้ดก็มีทั้งกุ้งแม่น้ำ, ปูม้า, หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์, หอยแครง แล้วก็หอยตลับ
-
เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีเด็กตัวเล็กๆ โดยราคาสำหรับเด็กที่สูง 115-135 ซม. จะอยู่ที่ 400 บาท/คน net ส่วนเด็กที่สูงน้อยกว่า 115 ซม. สามารถเข้าใช้บริการได้ฟรีเลยครับ
-
ห้องอาหารกว้าง สามารถนั่งทานได้ 200 คนสบายๆ
-
สามารถนั่งทานได้นานถึง 4 ชั่วโมง 30 นาที
ใครที่อ่านจุดเด่นเหล่านี้แล้วรู้สึกว่าโดนใจก็รีบจองได้เลยครับ โดยเฉพาะคนที่กำลังหาที่จัดปาร์ตี้หรือทานอาหารกับเพื่อนๆ มากกว่า 10 คนขึ้นไป ราคาต่อคนของที่นี่ถือว่าน่าสนใจมาก แต่ถ้าใครยังลังเลอยู่ก็เดี๋ยวตามไปอ่านรีวิวเจาะลึกกันต่อได้เลยครับ จะได้ตัดสินใจถูกว่าควรไปหรือไม่ควรไปดี











สำหรับที่ตั้งของห้องอาหาร The Café นั้นจะอยู่ที่บริเวณชั้น G ของโรงแรม Windsor Suites Sukhumvit 20 โดยเราสามารถเดินทางมาที่โรงแรมแห่งนี้ได้หลายวิธีเลยทั้งการนั่งรถเมล์, BTS, MRT, Taxi หรือการขับรถมาเองครับ โรงแรมจะอยู่ในซอยสุขุมวิท 18 และซอยสุขุมวิท 20 ห่างจากปากซอยประมาณ 200 เมตร (สามารถเข้าโรงแรมได้ทั้งสองซอย) และจะอยู่ห่างจากสถานี BTS อโศกกับ MRT สุขุมวิทประมาณ 800 เมตร โดยใครที่มาด้วยรถเมล์, BTS, MRT นั้น ผมแนะนำให้เดินเข้าทางซอยสุขุมวิท 20 นะครับ แล้วเดี๋ยวเราก็จะเจอโรงแรมอยู่ทางขวามือของเรา ส่วนใครที่ขับรถมาเองนั้นผมแนะนำให้เข้าทางซอยสุขุมวิท 18 และให้สังเกตอาคารจอดรถที่อยู่ฝั่งซ้ายมือให้ดีๆ นะครับ โดยอาคารจอดรถที่นี่จะมีหลายชั้น สามารถจอดรถได้เยอะ แต่ทางขึ้นแต่ละชั้นนั้นจะค่อนข้างแคบนิดนึง ยังไงก็ขับช้าๆ ระมัดระวังกันหน่อยนะครับ
หมายเหตุ : สำหรับแขกที่มาใช้บริการห้องอาหาร The Café นั้น หากเราประทับตราบัตรจอดรถที่ด้านหน้าห้องอาหารจะสามารถจอดรถได้เพียง 3 ชั่วโมง โดยใครที่มาทานอาหารแล้วนั่งนานกว่า 3 ชั่วโมงขึ้นไป สามารถแจ้งพนักงานที่หน้าห้องอาหารได้ครับว่าช่วยดูเรื่องตราประทับเวลาแบบพิเศษให้หน่อย เราจะได้ไม่ต้องเสียค่าจอดรถเพิ่มชั่วโมงละ 50 บาทครับ
สำหรับลักษณะของห้องอาหาร The Café นั้น จะเป็นห้องอาหารที่มีขนาดกว้างค่อนข้างมาก รวมทั้งมีเพดานที่สูง และมีพื้นที่หลายโซนสามารถรองรับคนมาใช้บริการประมาณ 200 คนได้สบายๆ โดยถึงแม้ที่นี่จะไม่ได้มีการแยกโซนพิเศษกั้นเป็นห้อง แต่หากใครที่ไปเป็นกลุ่มใหญ่และอยากได้ความเป็นส่วนตัวหน่อย ตอนที่โทรไปจองโต๊ะก็ลองแจ้งพนักงานดูนะครับ เพราะหากวันนั้นมีแขกไปใช้บริการไม่เยอะ เค้าน่าจะพอจัดโต๊ะกลุ่มของเราให้อยู่ห่างจากคนอื่นๆ ระดับนึงได้ครับ


เอาล่ะ คราวนี้เรามาดูข้อมูลและราคาของไลน์บุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติและซีฟู้ด ห้องอาหาร The Café ในช่วงปลายปี 2561 พร้อมกับโปรแรงส่งท้ายปีกันดีกว่าว่าจะมีรายละเอียดยังไงบ้างครับ
วันที่เปิดบริการ : เฉพาะวันศุกร์-อาทิตย์ เท่านั้น (สำหรับวันอื่นๆ จะเป็นไลน์อาหารอื่นที่มีความหลากหลายน้อยกว่าครับ)
เวลาที่เปิดบริการ : 18.00 – 22.30 น.
วันสิ้นสุดธีม : วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2561
ราคาปกติ : 1,050 บาท/คน net (รวมเครื่องดื่มแล้ว)
ราคาพิเศษ : ลด 50% เหลือเพียง 562 บาท/คน net (รวมเครื่องดื่มแล้ว) และหากใครที่ไปใช้บริการมากกว่า 10 คนขึ้นไป จะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 10% เหลือเพียง 506 บาท/คน net เท่านั้น (รวมเครื่องดื่มแล้ว)
ราคาสำหรับเด็ก : สูง 115-135 ซม. ราคา 400 บาท/คน net หากสูงน้อยกว่า 115 ซม. เข้าฟรี

รู้ราคาอาหารกันแล้ว คราวนี้เราไปไล่ดูอาหารแต่ละประเภทกันเลยดีกว่าว่าเค้ามีอะไรบริการมั่ง โดยจากที่ผมไปลองใช้บริการมา ผมขอแบ่งประเภทอาหารของไลน์บุฟเฟ่ต์นี้ออกเป็นดังนี้นะครับ
-
Grilled Station
-
อาหารนานาชาติ
-
สลัด และ Cold Cuts
-
ข้าวต้มและขนมปัง
-
ของหวาน, ไอศกรีม และผลไม้
เรามาเริ่มไล่กันไปทีละหมวดเลยนะครับ เริ่มจากหมวดแรก Grilled Station ที่หมวดนี้จะมีเนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ เยอะแยะมากมาย เช่น กุ้งแม่น้ำ, ปูม้า, หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์, หอยแครง, หอยตลับ, หมู, เนื้อ, แซลมอน แล้วก็ปลาหมึก
ใครอยากทานอะไรก็ลองสำรวจดูนะครับ ถูกใจอันไหนก็หยิบใส่จานหรือแจ้งเชฟได้เลย ขนาดของอาหารทะเลส่วนใหญ่อยู่ในระดับกลางๆ ค่อนไปทางใหญ่ ส่วนในเรื่องความสดนั้นผมให้อยู่ในระดับกลางๆ และมีทั้งสดกับไม่สดบ้างปนๆ กันไป อย่างวันที่ผมไปทานนั้นกุ้งแม่น้ำและหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์สดดี แต่ปูม้านั้นไม่ค่อยสดเท่าไหร่ครับ
ส่วนสเต๊กหมูกับสเต๊กเนื้อนั้นผมชิมทั้งคู่แล้วผมแอบชอบสเต๊กหมูมากกว่า เพราะในส่วนของสเต๊กเนื้อนั้นเนื่องจากขนาดของเนื้อค่อนข้างบางและเชฟทำมาสุกเกินไป เนื้อก็เลยแข็งไปหน่อยครับ ใครที่อยากทานสเต๊กเนื้อก็อาจจะต้องบอกทางเชฟหน่อยว่าอย่าทำสุกจนเกินไป จะได้ทานแล้วนุ่มขึ้นมาหน่อย














โดยที่หมวดนี้เราสามารถแจ้งพนักงานเพื่อขอสั่งหมูสะเต๊ะและไก่สะเต๊ะได้นะครับ รสชาติของทั้งคู่ดีเลยทีเดียว แต่ขนาดของไม้จะค่อนข้างเล็กนิดนึง ดังนั้นเวลาเราสั่งควรสั่งอย่างน้อยซัก 5 ไม้ครับ แต่ถ้าใครไปเยอะๆ ก็จัดมาทีละ 10 ไม้เลยก็ได้
นี่เป็นหน้าตาของน้ำจิ้มต่างๆ ที่ทางห้องอาหาร The Café บริการครับ หลักๆ ก็จะเป็นน้ำจิ้มซีฟู้ด, น้ำจิ้มแจ่ว, ซอสพริก, ซอสมะเขือเทศ แล้วอาจาดกับน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะครับ รวมๆ แล้วรสชาติของน้ำจิ้มเหล่านี้อร่อยดีครับ โดยเฉพาะน้ำจิ้มซีฟู้ดที่มีความเผ็ดแซ่บตามสไตล์คนไทย

นอกจากนั้นที่บริเวณนี้เรายังสามารถสั่งอาหารประเภทยำและผัดผักต่างๆ ได้ด้วยนะครับ โดยเค้าจะมีบร็อคโคลี่, ผักกระเฉด, ยอดฟักแม้ว, ผักบุ้ง และเนื้อสัตว์ต่างๆ ไว้ให้เราเลือก โดยรอบนี้ผมสั่งผัดฟักแม้วน้ำมันหอย, ผัดกระเฉดไฟแดง แล้วก็ยำรวมมิตรมาทาน รสชาติดีทั้งสามจานเลยครับ โดยเฉพาะยำรวมมิตรนั้นรสชาติจัดจ้าน แซ่บถูกปากต๋งมาก



ต่อกันที่หมวดที่สอง อาหารนานาชาติ หมวดนี้เป็นหมวดที่ผมถือว่าเป็นไฮไลท์ของไลน์นี้ในช่วงปลายปี 2561 เลย เพราะทาง The Café ได้จัดเอาอาหารหลากหลายประเภทจากทั้งไทย, จีน, ญี่ปุ่น, อิตาลี, เกาหลี, อินเดีย, เวียดนาม และอินโดนีเซียมาให้เราทานครับ โดยประเภทอาหารจะมีการหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน อย่างวันที่ผมไปทานนั้นทางห้องอาหารก็จะเน้นไปที่เกาหลีเป็นพิเศษ แล้วก็ไม่ได้มีอาหารเวียดนามกับอินโดนีเซียให้ทานครับ
สำหรับหมวดอาหารนานาชาตินี้ทางห้องอาหารจะมีการกระจายวางไว้หลายจุดเลยนะครับ แต่จุดที่เยอะๆ หน่อยจะเป็นบริเวณตรงกลางห้องอาหาร ใครได้มีโอกาสไปลองทานก็เดินสำรวจให้ครบๆ นะครับ เพราะอาหารเค้ามีให้เลือกทานเยอะจริงๆ



นี่เป็นรายการอาหารนานาชาติที่เค้ามีบริการในวันที่ผมไปครับ โดยรายการหล่านี้ยังไม่รวมในส่วนของญี่ปุ่นและอิตาลีนะครับ สองอันนั้นเดี๋ยวผมค่อยเล่าให้ฟังอีกที
-
ก๋วยเตี๋ยวไก่
-
กุ้งนึ่ง
-
ผัดหอยลาย
-
แกงส้มกุ้ง
-
กระเพาะปลา
-
แกงไก่
-
ต้มยำกุ้ง
-
Donejang – Jigae
-
Tofu – Gochujang
-
Chapchae (ผัดวุ้นเส้นเกาหลี)
-
หมูผัดกิมจิ
-
โรตี
-
ผัดดอกกระหล่ำหมูกรอบ
-
ไข่เจียว
-
ปลาผัดขึ้นฉ่าย
-
หมูเค็ม
-
ข้าวผัด














เป็นยังไงล่ะครับ เค้ามีให้เลือกทานเยอะแยะมากมายเลยใช่มั้ยครับ นี่ยังไม่รวมญี่ปุ่นและอิตาลีเลย ใครที่ไม่ได้เน้นกินอาหารพวก Seafood on ice มาก น่าจะถูกใจกับลักษณะอาหารแบบนี้ครับ เพราะอาหารมันมีให้เลือกทานหลากหลายดี ส่วนในเรื่องรสชาตินั้นเค้าก็ทำมาได้ดีเช่นเดียวกัน หลายๆ รายการทำมาได้แซ่บถูกปากมากโดยเฉพาะผัดหอยลาย เมนูนี้ผมกับต๋งถึงกับต้องขอเบิ้ลเลย




เอาล่ะ ทีนี้เรามาดูในส่วนของอาหารญี่ปุ่นกันดีกว่า อาหารประเภทนี้จะถูกจัดแยกโซนมาต่างหากโดยจะมีบริการทั้งซูชิ, ซาชิมิ และอาหารทานเล่นอย่างเทมปุระ, เกี๊ยวซ่า ซึ่งคุณภาพของปลาดิบรอบนี้ผมว่าดีกว่าตอนที่ผมมาทานเมื่อต้นปีพอควรเลย ใครที่ชอบทานพวกแซลมอนหรือทูน่าก็สามารถเดินที่โซนนี้ได้เลย



สำหรับวัตถุดิบหลักๆ ของโซนอาหารญี่ปุ่นนี้ก็จะประกอบไปด้วยแซลมอน, ทูน่า, ปลาหมึกยักษ์, ซาบะ, ปลากะพง, ไข่กุ้ง ไข่หวาน แล้วก็ปูอัด โดยเราสามารถสั่งแบบเป็นซาชิมิมาทานก็ได้ หรือจะทานเป็นซูชิที่ทางเชฟเค้าทำเสร็จไว้แล้วก็ได้ เค้ามีซูชิให้เลือกทานหลายแบบเหมือนกันครับ






ส่วนนี่เป็นโซนอาหารอิตาลีครับ เป็นอีกหนึ่งโซนอาหารนานาชาติที่มีบูทหรือซุ้มเป็นของตัวเอง โดยเมนูหลักของอาหารชาตินี้ก็จะเป็นสปาเกตตี้ ซึ่งเค้าก็มีให้เราเลือกทานหลายแบบเหมือนกัน รวมทั้งมีเส้นกับเครื่องต่างๆ วางไว้ให้เราหยิบวัตถุดิบเองด้วย เราอยากทานอะไร ชอบอะไรก็หยิบใส่จาน จากนั้นก็ยื่นให้กับเชฟปรุงอาหารได้เลยครับ นอกจากนี้ในวันที่ผมไปนั้นในไลน์อาหารเค้ายังมีการทำลาซานญ่าทะเลไว้บริการด้วย แต่โดยรวมๆ ต้องบอกว่าอาหารโซนนี้ในความคิดเห็นของผม ผมว่าเค้ายังทำรสชาติออกมาได้ยังไม่โดดเด่นพอครับ รสชาติกลางๆ ไม่ได้รู้สึกว้าวมากหรือประทับใจอะไรเป็นพิเศษ แต่ถ้าใครเป็นคนที่ชอบทานสปาเกตตี้ก็ไปลองสั่งดูได้นะครับ เผื่อความชอบของเราจะไม่เหมือนกัน ^^








และทั้งหมดนี้ก็เป็นประเภทอาหารนานาชาติที่ห้องอาหาร The Café ได้มีบริการในวันที่ผมไปทานครับ แต่ในวันนั้นทางห้องอาหารได้มีการจัดเมนูพิเศษมาให้ผมกับต๋งลองทานเพิ่มด้วย โดยเมนูเหล่านี้จะถูกหมุนเวียนมาในไลน์วันอื่นๆ สลับกันไป ซึ่งจากที่ผมได้ลองชิมดูก็พบว่าหลายเมนูมีความน่าสนใจดีครับ โดยเฉพาะติ๋มซำที่รสชาติดีมากทั้งซาลาเปาหมูสับ, ซาลาเปาหมูแดง แล้วก็ขนมจีบ เพราะทางห้องอาหารได้นำอาหารเหล่านี้ลงมาจากห้องอาหารจีน The Golden Palace ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 2 โดยหลังจากนี้จนถึงสิ้นปี 2561 ทางห้องอาหาร The Café แจ้งว่าจะมีการเอาเมนูซาลาเปากับขนมจีบแบบนี้มาให้บริการทุกเย็นวันศุกร์-อาทิตย์เลยครับ ใครที่ชอบทานพวกขนมจีบซาลาเปาน่าจะถูกใจเลย เพราะที่นี่เค้าทำอาหารประเภทนี้อร่อยมากครับ
สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านรีวิวที่ผมเขียนถึงห้องอาหาร The Golden Palace ก็สามารถอ่านได้ที่ลิงก์นี้เลยนะครับ



จบหมวดที่สองอาหารนานาชาติกันแล้ว คราวนี้มาต่อกันที่หมวดที่สาม สลัดและ Cold Cuts เลยนะครับ ที่หมวดนี้จะมีทั้งสลัดที่ทางเชฟเค้าทำไว้สำเร็จแล้ว กับในส่วนของสลัดที่เปิดโอกาสให้เราทำเอง แล้วก็ Cold Cuts ครับ โดยคุณภาพของผักต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี น้ำสลัดและเครื่องต่างๆ ก็ถือว่ามีมาให้เยอะใช้ได้ ส่วน Cold Cuts นั้นมีนิดหน่อยพอเป็นน้ำจิ้มครับ
สำหรับวันที่ผมไปนั้นทางห้องอาหารเค้าจะมีการทำซีซ่าร์สลัด, ทูน่าสลัด และสลัดไก่ไว้นะครับ รสชาติโอเค ใครที่ขี้เกียจทำเองก็ตักไปทานได้เลย ส่วนใครขยันๆ หน่อย หรืออยากกินเฉพาะบางอย่างก็ทำเองเลยครับ อยากใส่อะไรเยอะ ไม่อยากใส่อะไร ก็จะได้ทานแบบที่ถูกใจกันไปเลย









และตอนนี้เราก็เข้าสู่หมวดที่สี่ หมวดสุดท้ายของอาหารคาวแล้วครับ โดยหมวดนี้ก็คือ ข้าวต้มและขนมปัง ซึ่งจริงๆ แล้วผมควรจะเอาข้าวต้มไปไว้ในหมวดอาหารนานาชาติในส่วนที่เป็นอาหารจีนครับ แต่ด้วยความที่ผมว่าไลน์ข้าวต้มของห้องอาหาร The Café นั้นค่อนข้างเด่นเป็นพิเศษ แล้วก็มันถูกจัดวางใกล้ๆ กับขนมปัง ผมก็เลยเอาสองอย่างนี้มารวมกันไว้ด้วยกันในหมวดนี้ครับ
สำหรับข้าวต้มนี้จะเป็นข้าวต้มกุ๊ยนะครับ และเป็นข้าวต้มกุ๊ยที่รสชาติดีแถมมีกับข้าวอร่อยๆ ให้เราทานคู่เยอะมาก โดยเค้าจะมีให้เราเลือกทานทั้งแบบข้าวขาวแล้วก็แบบข้าวก้อง เม็ดข้าวของเค้านุ่มดี สามารถทานได้เรื่อยๆ เลย รอบที่แล้วผมกับต๋งทานแล้วประทับใจมาก และหลายๆ คนที่ตามเราทั้งคู่มาทานก็เอ่ยปากชมข้าวต้มที่นี่กันซะเป็นส่วนใหญ่เลยครับ โดยรอบนี้ทางห้องอาหาร The Café ได้เตรียมเครื่องไว้ให้เราทาน 8-9 อย่าง ได้แก่ กุนเชียง, หมูหยอง, ไข่เค็ม, กระเทียมดอง, ซีเซ็กฉ่าย, ผักกาดดอง, ถั่วลิสง, ปลาเค็ม ตอนที่ผมเดินผ่านแว้บแรกนี่แอบน้ำลายไหลเลยครับ ยังไงเมนูโซนข้าวต้มนี้ผมขอแนะนำเป็นพิเศษเลยว่าให้ทุกคนเผื่อท้องไว้ลองชิมด้วย ไม่แน่นะ….คุณอาจจะค้นพบความอร่อย ความประทับใจ จนคุณต้องอยากกลับไปซ้ำเลยครับ







ส่วนนี่เป็นหน้าตาของโซนขนมปังครับ เป็นโซนเล็กๆ ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก และก็ด้วยความที่มันไม่ได้มีอะไรโดดเด่นสะดุดตา ผมก็เลยไม่ได้หยิบมาชิมเลย มาที่นี่สองครั้งก็ยังไม่ได้หยิบมาชิมเลยซักครั้ง เจออาหารอย่างอื่นแย่งพื้นที่กระเพาะหมดก่อนทุกที @_@
เอาล่ะครับ ตอนนี้ผมก็พาทุกคนดูไลน์อาหารคาวกันครบแล้ว คราวนี้เราไปไล่ดูหมวดที่ห้า ของหวาน, ไอศกรีม และผลไม้ กันดีกว่า ซึ่งในหมวดนี้ทาง The Café ก็เตรียมอาหารต่างๆ ไว้ให้เราทานเยอะใช้ได้เลยครับ
เริ่มจากกลุ่มที่เป็นพวกเค้กก่อนแล้วกันนะครับ เพราะกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีอะไรให้เราทานเยอะที่สุดทั้งขนมเค้ก, เยลลี่ และขนมไทย โดยในวันนั้นเมนูที่ทางเค้าเตรียมไว้ก็ได้แก่ คาราเมลคัสตาร์ด, เค้กวานิลลา, บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก, บราวน์นี่, ช็อคโกแลตมูส, สตรอเบอร์รี่มูส, เค้กกล้วย, พายเชอร์รี่, เยลลี่ แล้วก็ขนมไทยครับ โดยรสชาติของขนมต่างๆ นั้นก็มีทั้งที่ถูกปากผมมากบ้างน้อยบ้างปนๆ กันไปครับ แต่โดยรวมๆ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอยู่








กินพวกเค้กซึ่งเป็นของหวานสไตล์ฝรั่งกันไปแล้ว คราวนี้มากินของหวานสไตล์ไทยแบบนี้กันบ้างดีกว่า ใครอยากกินอะไรก็ตักได้เลยนะครับ เค้ามีให้เลือก 5-6 อย่างได้ แต่ก็น่าเสียดายนิดหน่อยที่ประเภทของหวานตรงนี้แอบน้อยลงกว่าครั้งที่ผ่านมาพอควร เพราะรอบที่แล้วเค้าจัดเต็มกว่านี้ มีของให้เลือกทานเป็นสิบอย่างเลย
ในส่วนเรื่องของรสชาตินั้นรอบนี้ผมไม่ได้ลองชิมนะครับ แต่ครั้งที่แล้วที่ได้ชิมจำได้ว่ารสชาติโอเคอยู่ และขนมพวกนี้รสชาติไม่น่าจะเปลี่ยนจากเดิมเยอะ และสิ่งที่เป็นจุดเด่นของขนมหวานบริเวณนี้ก็คือทางห้องอาหาร The Café ยังคงใช้น้ำแข็งที่เป็นน้ำแข็งแบบบดละเอียดอยู่ ซึ่งผมว่ามันทานง่ายและดูเข้ากันกับของหวานประเภทนี้ดีครับ

ต่อกันที่ไอศกรีมครับ รอบที่แล้วที่ผมมาไอศกรีมที่เค้ามีบริการจะเป็นไอศกรีมแบบที่เราต้องตักเอง แต่รอบนี้เค้าเปลี่ยนใหม่เป็นไอศกรีมถ้วยยี่ห้อ Mingo หน้าตาของไอศกรีมและตู้แช่ดูดีกว่าเดิมเยอะ แต่ในเรื่องของรสชาตินั้นผมไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ผมว่าไอศกรีมตักๆ แบบรอบที่แล้วรสชาติดีกว่าครับ อันใหม่นี้แม้รสชาติจะอยู่ในระดับที่ทานได้แต่เนื้อไอศกรีมมันไม่ค่อยแน่น กินแล้วรู้สึกไม่ค่อยฟินครับ

สำหรับขนาดของถ้วยไอศกรีมจะเป็นถ้วยขนาดเล็กๆ พอดีมือนะครับ แล้วก็จะมีบริการทั้งหมด 4 รส ได้แก่ ช็อคโกแลต, มะนาว, สตรอเบอร์รี่ และวานิลลา

ต่อกันที่ผลไม้ครับ เค้ามีบริการทั้งแบบผลไม้ที่กินธรรมดา แล้วก็ผลไม้ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ไว้ในแก้วเพื่อนำไปกินกับช็อคโกแลตฟองดูครับ โดยวันนี้ผลไม้ที่เค้ามีบริการก็ได้แก่ แก้วมังกร, มะละกอ, ฝรั่ง, แตงโม แล้วก็สับปะรด โดยในเรื่องของรสชาตินั้นผมไม่ขอออกความเห็นนะครับ เพราะไม่ได้หยิบมาชิมเลย


และก่อนที่จะเข้าไปสู่บทสรุปกัน ผมจะขอพูดถึงเรื่องเครื่องดื่มซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายก่อนนะครับ สำหรับการมาทานอาหารบุฟเฟ่ต์ที่ห้องอาหาร The Café นั้น เค้าจะมีการรวมเครื่องดื่มไว้เรียบร้อยแล้ว โดยรอบนี้เครื่องดื่มที่เค้าเตรียมไว้ก็คือน้ำกระเจี๊ยบและน้ำเขียวเฮลบลูบอย ซึ่งเครื่องดื่มลักษณะนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่เลย เพราะเค้ามักจะเตรียมน้ำสมุนไพรและน้ำเฮลบลูบอยไว้คู่กันเสมอ ใครที่ไม่ได้ทานน้ำหวานเฮลบลูบอยมานานแล้วพอมาได้ชิมก็น่าจะรำลึกถึงวันเก่าๆ ได้ดีเลย
สำหรับน้ำแข็งที่อยู่บริเวณเครื่องดื่มนี้ก็จะเป็นแบบบดละเอียดเหมือนกับที่อยู่ตรงบริเวณของหวานนะครับ เป็นอะไรที่แปลกดีเพราะไม่ค่อยเจอไลน์อาหารที่ไหนทำน้ำแข็งแบบนี้ ส่วนใครที่ไม่อยากกินน้ำหวานหรือน้ำสมุนไพรก็สามารถทานน้ำเปล่าหรือชา-กาแฟได้นะครับ โดยน้ำเปล่านั้นทางพนักงานจะมาบริการเราที่โต๊ะเลย และเราสามารถเติมได้เรื่อยๆ ส่วนชา-กาแฟนั้น เราต้องบริการตัวเองครับ



และทั้งหมดนี้ก็คือประสบการณ์ของผมกับต๋งที่ได้ไปลองชิมไลน์บุฟเฟต์อาหารนานาชาติและซีฟู้ดส่งท้ายปี 2561 ของห้องอาหาร The Café (เดอะ คาเฟ่) โรงแรม Windsor Suites Sukhumvit 20 (วินเซอร์ สวีทส์ สุขุมวิท 20) และเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ผมก็สรุปออกมาเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้นะครับ
วันที่รับประทาน : วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2561
ช่วงเวลา : 18.00 – 21.00 น.
จำนวน : 2 คน
รสชาติอาหาร : ด้วยความที่มีประเภทอาหารให้เลือกทานหลากหลายโดยเฉพาะในส่วนของอาหารนานาชาติ ดังนั้นก็ต้องบอกตามตรงครับว่าอาหารนั้นมีทั้งรสชาติที่ถูกปากผมบ้างไม่ถูกปากผมบ้าง แต่โดยรวมๆ แล้วรสชาติอาหารส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ โดยเมนูที่ผมกับต๋งประทับเป็นพิเศษก็จะเป็นกุ้งแม่น้ำเผา, หมูสะเต๊ะ, ยำ, ผัดผัก, ขนมจีบ, ซาลาเปา, ข้าวต้ม แล้วก็พวกอาหารนานาชาติบางเมนูครับ ส่วนที่ผมรู้สึกไม่ประทับใจเท่าไหร่ก็จะเป็นความสดของซีฟู้ดบางรายการ เช่น ปู ที่มีความสดน้อยไปหน่อย หากทางห้องอาหารสามารถปรับแก้ไขได้น่าจะทำให้คนมาใช้บริการประทับใจมากขึ้นครับ
ความหลากหลายของอาหาร : เป็นไลน์อาหารที่ผมว่ามีความหลากหลายเยอะใช้ได้เลยครับ โดยเฉพาะอาหารนานาชาติที่จัดมาหลายเชื้อชาติมาก แต่ทั้งนี้เมนูเหล่านี้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละวันนะครับ บางวันอาจจะมีบางชาติเยอะ บางวันอาจจะไม่มีบางชาติ แต่โดยรวมๆ แล้วเมื่อดูจำนวนของอาหารที่เค้ามีให้บริการก็ถือว่ามีรายการอาหารให้เลือกทานเยอะเลย สำหรับคนที่ชอบทานอาหารหลากหลายโดยเฉพาะอาหารประเภทที่เป็นกับข้าวน่าจะถูกใจกันพอควรเลย แต่สำหรับใครที่อยากจะมาเน้นทานพวก Seafood in ice เป็นหลัก ไลน์นี้น่าจะยังไม่เหมาะกับคุณครับ เพราะอาหารทะเลของเค้าจะถูกนำไปใช้ปรุงอาหารในรูปแบบต่างๆ มากกว่า โดยเฉพาะในรูปแบบของการย่าง (Grilled)
ความสะอาดและบรรยากาศของสถานที่ : ในเรื่องของความสะอาดนั้นต้องบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรครับ เรื่องนี้สอบผ่านสบายๆ แต่ในเรื่องของบรรยากาศผมให้อยู่ในระดับกลางๆ แล้วกันครับ เพราะถึงแม้ห้องอาหารจะมีขนาดกว้าง มีเพดานสูง และมีพื้นที่บางส่วนคล้ายๆ กับ Outdoor แต่ด้วยลักษณะของห้องอาหารที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่เราคุ้นชิน ประกอบกับอายุของโรงแรมแห่งนี้ที่ค่อนข้างมากแล้ว ก็เลยทำให้บรรยากาศอาจจะไม่สวยงามหรือดูหรูเหมือนกับหลายๆ ที่ครับ
การบริการของพนักงาน : ข้อนี้ผมฟันธงอะไรมากไม่ได้นะครับ เพราะวันที่ผมไปใช้บริการนั้นน่าจะมีแขกมาใช้บริการประมาณ 30% ของห้องอาหารเท่านั้น ดังนั้นในเรื่องของการ Service ต่างๆ ทางพนักงานจึงบริการได้รวดเร็วมากทั้งการเก็บจาน เสิร์ฟน้ำ หรือเติมอาหาร แต่ด้วยความที่ห้องอาหารแห่งนี้มีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นหากมีคนมาใช้บริการซัก 70-80% ขึ้นไป ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพนักงานที่มีอยู่จะสามารถบริการได้รวดเร็วเหมือนกับวันนี้หรือเปล่าครับ
ความสะดวกของการเดินทาง : สำหรับคนที่ขับรถส่วนตัวไปนั้นไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากครับ เพราะถึงแม้โรงแรมจะไม่ได้อยู่ติดกับถนนสุขุมวิท แต่ก็ไม่ได้หายากจนเกินไปนัก ส่วนพื้นที่อาคารจอดรถนั้นแม้จะคับแคบตรงทางเลี้ยวขึ้นลงนิดนึง แต่ในเรื่องของพื้นที่จอดรถก็มีมากจนไม่น่ากังวลเลยครับ ส่วนคนที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS และ MRT นั้น แม้จะสามารถเลือกลงที่สถานี BTS อโศก และสถานี MRT สุขุมวิท ได้ ไม่ต้องมีปัญหากับสภาพการจราจรบนท้องถนน แต่ด้วยระยะทางจากสถานีมาถึงโรงแรมที่ค่อนข้างไกล (ประมาณ 800 เมตร) ก็อาจจะทำให้เหนื่อยหรือเหงื่อซึมนิดๆ ซึ่งหากใครไม่อยากเดินก็อาจจะต้องเลือกใช้บริการรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างเอานะครับ
ความคุ้มค่า : ถ้าเทียบจากราคาเต็ม 1,050 บาท/คน net (รวมเครื่องดื่มแล้ว) ผมก็ต้องบอกนะครับว่ายังไม่คุ้มเท่าไหร่ เพราะแม้อาหารจะมีความหลากหลายและมีให้เลือกทานเยอะ แต่ในเรื่องของความสด, วัตถุดิบ และรสชาติมันยังไม่คุ้มกับราคานี้ แต่ถ้าเทียบกับราคาโปรโมชั่นที่ลด 50% จนเหลือเพียงคนละ 562 บาท/คน net (รวมเครื่องดื่มแล้ว) ผมว่ามันเป็นอะไรที่คุ้มค่าและน่าสนใจมากครับ ยิ่งถ้าใครไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ มากกว่า 10 คนขึ้นไป ก็จะมีส่วนลดพิเศษเพิ่มอีก 10% จนทำให้เหลือราคาเพียงคนละ 506 บาท net เท่านั้น (รวมเครื่องดื่มแล้ว) มันยิ่งเป็นราคาที่น่าสนใจมากครับ
สรุป : แม้ที่นี่จะไม่ใช่โรงแรมหรู พนักงานไม่ได้บริการเราดีแบบสุดยอด อาหารไม่ได้อร่อยเว่อร์วัง ไม่ได้มีการใช้วัตถุดิบที่สดและดีเว่อร์ชนิดที่ห้ามพลาด แต่เมื่อเทียบคุณภาพอาหารกับราคาที่เราจ่ายไปแล้ว ผมว่านี่เป็นอีกไลน์อาหารนึงเลยที่น่าสนใจมากครับ โดยเฉพาะสำหรับใครที่มีงบประมาณต่อคนไม่เกิน 600 บาท หรือกำลังหาสถานที่กินเลี้ยงจำนวนมากกว่า 10 คนขึ้นไปโดยที่ไม่ได้ต้องการพื้นที่ปิดแบบไพรเวทมากนัก ห้องอาหาร The Café โรงแรม Windsor Suites Sukhumvit 20 ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเลยครับ เพราะด้วยประเภทอาหารที่หลากหลาย, ขนาดของห้องอาหารที่กว้าง, การนั่งทานได้นานถึง 4 ชั่วโมงครึ่ง, ราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ทำให้เรามีความคล่องตัวในการไปใช้บริการ รวมทั้งไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่มากครับ แต่สำหรับใครที่ต้องการทานอาหารแบบที่อร่อยสุดๆ ดีงามแทบทุกเมนู อาหารทะเลสดทุกรายการ มีเมนู Seafood on ice ให้เลือกทานเยอะ ห้องอาหารแห่งนี้กับไลน์บุฟเฟ่ต์นี้น่าจะยังไม่สามารถตอบโจทย์คุณได้ครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ สำหรับใครที่ต้องการติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมกับต๋งแบบใกล้ชิดก็สามารถติดตามได้ที่เพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ และสำหรับใครที่อยากจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับห้องอาหารแห่งนี้รวมถึงการสำรองที่นั่งก็สามารถติดต่อได้ที่ช่องทางด้านล่างนี้ได้เลย แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า สวัสดีครับ
Tel : 02-2621234

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของเราในวันที่ลองใช้บริการเท่านั้น ทั้งนี้แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสใช้บริการอาจจะได้รับการบริการหรือมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากนี้ได้ครับ