สวัสดีทุกคนครับ วันนี้ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับ Omakase Course ดีๆ จากเชฟชาวญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ด้านโอมากาเสะมายาวนานกว่า 40 ปี และเลือกใช้วัตถุดิบส่งตรงจากตลาดปลาญี่ปุ่นทุกอาทิตย์ครับ บอกเลยว่าหลายอย่างนั้นมันแจ่มมากๆ ใครอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง ตามไปดูกันได้เลยครับ!!

สำหรับสถานที่ที่ผมจะพาทุกคนไปวันนี้จะมีชื่อว่า “Kiku Sushi (คิคุ ซูชิ)” นะครับ โดยที่นี่จะเป็นห้องอาหารญี่ปุ่นที่อยู่ภายในโรงแรม Lancaster Bangkok ครับ ส่วนในเรื่องการเดินทางไปโรงแรมนั้นก็ไม่ยาก โรงแรมจะอยู่ ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ บริเวณใกล้กับแยกที่ตัดกับถนนอโศกครับ ใครที่ต้องการเดินทางไปก็ตามพิกัด Google Map ด้านล่างนี้ไปได้เลย ^^

Google Map : https://goo.gl/maps/hBMZ9nif9NsjsPCu8

หลังจากที่เรามาถึงโรงแรมแล้วก็ให้เราไปที่ชั้น Lobby เลยครับ ห้องอาหาร Kiku Sushi จะอยู่ข้างๆ กับ Lobby เลย หรือถ้าใครกลัวหาไม่เจอ ลองมองหาบันไดโรงแรมสวยๆ นะครับ ห้องอาหารจะอยู่ตรงนั้นแหละ ดูเผินๆ แล้วจะเหมือนอยู่ใต้บันไดหน่อยๆ ครับ ><

ลักษณะภายในห้องอาหาร Kiku Sushi จะเป็นแบบนี้นะครับ ใครเห็นก็อย่าพึ่งตกใจไปล่ะว่าทำไมมันไม่เหมือนห้องอาหารญี่ปุ่นเลย นั่นก็เพราะว่าห้องอาหารแห่งนี้เค้าดังแปลงมาจากบาร์นั่นเองครับ ดังนั้นลักษณะเก้าอี้ หรือการตกแต่งต่างๆ มันก็เลยไม่ใช่ฟีลญี่ปุ่นซักเท่าไหร่ครับ

ทั้งนี้ห้องอาหารแห่งนี้เค้าจะมีการบริการทั้ง Omakase Course และอาหารญี่ปุ่นแบบ A La Carte เลยนะครับ โดยทุกคนสามารถดูราคาอาหารของเมนู A La Carte ได้ตามภาพด้านล่างนี้เลยครับ

ส่วนใครที่ต้องการทาน Omakase Course ก็ราคาตามนี้เลยครับ เค้าจะมีทั้งหมด 2 ราคาครับ

  • Hana Course ราคา 2,750 บาท++ หรือ 3,236 บาท/คน net (ได้อาหาร 7 คอร์ส รวมประมาณ 14-16 อย่าง แล้วแต่วัน)
  • Kiku Course คอร์ส 4,500 บาท++ หรือ 5,297 บาท/คน net (ได้อาหาร 9 คอร์ส รวมประมาณ 20-22 อย่าง แล้วแต่วัน)

โดยราคาดังกล่าวนี้ยังไม่รวมชาเขียว Refill (ร้อน, เย็น) อีกคนละ 117 บาทนะครับ

ทั้งนี้สำหรับคนที่ทานเป็น Omakase Course นั้น ทางห้องอาหารเค้าจะให้นั่งทานบริเวณเคาน์เตอร์บาร์ ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับที่เชฟชาวญี่ปุ่นเค้าทำอาหารเลยครับ ดังนั้นเราจะได้เห็นและพูดคุยกับเชฟอย่างใกล้ๆ เลย

และนี่ก็คือโฉมหน้าของเชฟชาวญี่ปุ่น “Nakaseko Jun” ที่มีประสบการณ์ด้านโอมากาเสะมายาวนานกว่า 40 ปีครับ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เชฟเค้าจะอยู่ที่สิงคโปร์เป็นหลัก เราก็เลยอาจจะไม่ค่อยคุ้นหน้าตาซักเท่าไหร่ ส่วนนิสัยโดยรวมของเชฟผมว่าเชฟเค้าอัธยาศัยดีนะ แต่ไม่ได้ขี้เล่นหรือชอบพูดคุยอะไรมากนัก ออกจะพูดน้อยและฟังค่อนข้างยากเลย แต่อย่างไรก็ตามเค้าจะมีผู้ช่วยเชฟชาวไทยที่คอยอธิบายและพูดคุยกับเราเพิ่มเติมครับ ดังนั้นใครที่สื่อสารญี่ปุ่นหรืออังกฤษไม่เก่งก็สบายใจได้ครับ

สำหรับ Omakase Course ของห้องอาหาร Kiku Sushi นั้น จะเปิดบริการวันละ 2 รอบ รอบละ 6 คน ตามรายละเอียดดังนี้นะครับ

รอบเที่ยง 12.00 – 14.30 น.

รอบเย็น 17.00 – 20.00 น.

ใครที่สนใจผมแนะนำให้จองก่อนเข้าไปใช้บริการนะ และห้องอาหารแห่งนี้จะปิดทุกวันจันทร์และอังคารนะครับ ส่วนวัตถุดิบจะมีการส่งเข้ามาจากตลาดปลา Toyosu ประเทศญี่ปุ่นทุกวันพุธครับ

ส่วนคอร์สที่ผมทานจะชื่อ “Hana Course” นะครับ โดยคอร์สนี้ทางห้องอาหารเค้าระบุว่าได้อาหารทั้งหมด 7 คอร์ส ซึ่งพอดูแบบนี้แล้วมันดูเหมือนจะน้อยมากเลย และรู้สึกไม่คุ้มราคาซักเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วในคอร์สนี้เราจะได้อาหารทั้งหมด 14-16 อย่างเลยครับ (แล้วแต่วัน) เพราะอาหารประเภทซูชิและซาซิมิ ทางเชฟเค้าจะมีให้อย่างละหลายคำ ส่วนของหวานนั้นก็มีหลายอย่างเหมือนกันครับ เรียกว่าปริมาณโดยรวมในมื้อนั้นถือว่าโอเคเลย คนทั่วๆ ไปน่าจะทานได้อิ่มพอดีครับ

และก่อนที่จะเชฟจะเริ่มทำอาหารให้เราทาน เชฟจะมีการสอบถามเราก่อนว่ามีเมนูอะไรที่เราไม่ชอบหรือไม่ทานบ้าง เช่น ใครไม่ทานเนื้อวัว หรือแพ้อะไรควรรีบบอกไว้ครับ รวมไปถึงคนที่ไม่ทานหูฉลามด้วย เพราะใน Signature Menu ของเค้าที่เป็นไข่ตุ๋นจะมีส่วนประกอบของหูฉลามอยู่ด้วย ซึ่งวันนี้ผมไม่ทราบมาก่อนก็เลยพลาดไปครับ

และนี่เป็นรายการอาหารทั้งหมดที่ผมได้มีโอกาสทานครับ โดยในแต่ละวันนั้นหน้าตาอาหารกับจำนวนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเชฟนะครับ และสิ่งเหล่านี้แหละที่ถือเป็นเสน่ห์ที่สำคัญของการทาน Omakase ครับ

Appetizer : ผมได้เป็น “ไข่ปลาแซลมอนดองซีอิ๊วท็อปยูสุ” ครับ การเสิร์ฟจะเสิร์ฟในถ้วยรูปสามเหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่มาก คุณภาพไข่ปลาแซลมอนดี ส่วนรสชาติจะเค็มๆ หอมๆ ครับ โดยรสเค็มจะมาจากการดองซีอิ๊ว ส่วนรสชาติหอมจะมาจากยูสุที่ท็อปอยู่ด้านบน โดยรวมต้องบอกว่ากลมกล่อมลงตัว และเหมาะสำหรับการเป็นเมนูเปิดมื้อครับ

Sashimi : วันนี้ผมได้ปลาทั้งหมด 5 ชนิด 6 ชิ้นนะครับ คุณภาพซาชิมิแต่ละอย่างดี เนื้อสด แน่นเลยครับ ส่วนประเภทปลาที่ผมได้นั้น ได้แก่ ชิมะอะจิ, คินเมได, คัมปาจิ, ปลาไท และโอโทโร่ครับ (โอโทโร่ ได้ 2 ชิ้นครับ)

Grilled : คอร์สนี้ผมแอบงงๆ เหมือนกันครับ เพราะดูเหมือนผมจะได้มา 2 เมนู คือ “Roast Beef Wagyu A5 + สลัดมากิ” และ “ปลาคาเรย่าง” สำหรับรสชาติของเนื้อวากิว A5 ย่างนั้นดีเลยครับ อร่อยนุ่มมากกกกกก ซอสกระเทียมที่ราดมาก็อร่อย นอกจากนั้นในจานก็ยังมีสลัดมากิบวกกับปูหิมะมาให้ด้วย ตัวสลัดมากินนั้นรสชาติธรรมดา ทานแล้วออกจะเย็นๆ นิดนึง แต่ปูหิมะที่เค้าใส่มาข้างๆ กันนั้นอร่อยมากๆ ครับ หอมสุดๆ จานนี้ผมประทับใจมากครับ และยกให้เป็น The Best ของมื้อนี้เลยครับ ฟินมาก!!

ส่วนจานที่ 2 ที่เป็นปลาคาเรย่าง อันนี้จะออกรสเค็มๆ หน่อยนะครับ รสชาติประมาณปลาแดดเดียว ซึ่งพอเราทำการบีบเลมอนที่เค้าเสิร์ฟคู่กันลงไป รสชาติมันจะกลมกล่อมลงตัวมากขึ้น รวมทั้งได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ระหว่างทานด้วยครับ

Stream : สำหรับคอร์สนี้เชฟจะเสิร์ฟเป็น “ไข่ตุ๋นเจ้าสมุทร” ซึ่งเป็น Signature Menu ของเชฟนะครับ โดยเท่าที่ผมสอบถามมา หากไม่มีอะไรผิดพลาดเมนูนี้จะถูกเสิร์ฟทุกวันทุกคอร์สครับ เพราะเป็นเมนูขึ้นชื่อของเชฟคนนี้ ส่วนชื่อไข่ตุ๋นเจ้าสมุทรนั้นผมเป็นคนตั้งให้เองแหละ เพราะเมนูนี้มันคือไข่ตุ๋นที่ประกอบไปด้วยอูนิ, อิคุระ (ไข่ปลาแซลมอน), หูฉลาม, กุ้ง, ปูอัด, หอยเชลล์ และปลาครับ เรียกว่าอัดทุกอย่างที่เป็นวัตถุดิบแสนอร่อยจากท้องทะเลมาให้เราทานแบบเต็มๆ เลย ซึ่งวัตถุดิบแต่ละอย่างก็สดอร่อยมาก นอกจากนี้ไข่ตุ๋นก็ยังเนื้อเนียนนุ่มละมุนลิ้นด้วย เมนูนี้อร่อยเด็ดสมเป็น Signature Menu จริงๆ ครับ ห้ามพลาดเลย!!

ทั้งนี้สำหรับใครที่ไม่ทานหูฉลามให้รีบบอกเชฟตั้งแต่ตอนที่ถึงห้องอาหารนะครับ เชฟจะได้เปลี่ยนเมนูหรือวัตถุดิบ แต่วันนี้ผมไม่ทราบมาก่อนว่าในเมนูนี้จะมีส่วนประกอบดังกล่าว เพิ่งจะมารู้ก็ตอนที่เชฟยกมาเสิร์ฟและอธิบายแล้ว ก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ครับ

Soup : คอร์สนี้ผมก็ได้มา 2 เมนูอีกแล้วครับ คือ “ซุปเต้าหู้เย็นท็อปด้วยอูนิ” และ “ซุปกา” โดยซุปเต้าหู้เย็นเค้าจะเสิร์ฟพร้อมกับปลาคาเรย่างครับ รสชาติอร่อย กลิ่นและรสชาติของน้ำซุปให้อารมณ์คล้ายกับน้ำซุปโซบะเลย พอทานคู่กับปลาคาเรย่างที่มีรสชาติเค็มๆ หน่อยจะลงตัวพอดีครับ นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจซุปนี้อีกอย่างก็คือ Texture ของเต้าหู้มันจะแตกตัวออกเป็นเส้นๆ ไม่เหมือนกับเต้าหู้ปกติ ดูแล้วเหมือนทางเชฟเค้าตั้งใจจะทำให้เต้าหู้เป็นเหมือนเส้นโซบะเลยครับ

ส่วนซุปกานั้นเชฟจะเสิร์ฟหลังจากทานไข่ตุ๋นเจ้าสมุทรเสร็จ โดยจะเสิร์ฟมาพร้อมกับมะนาว และกาที่เค้าเสิร์ฟมานั้นเราจะสามารถหยิบฝาด้านบนออกมาเป็นถ้วยชาได้ รสชาติน้ำซุปดีมาก ดีตั้งแต่ยังไม่ต้องบีบมะนาวเลยครับ กลมกล่อมหอมอร่อยทานเพลินมาก แต่ทั้งนี้หากใครอยากจะลองบีบมะนาวเพิ่มก็ได้นะ มันจะมีรสเปรี้ยวและความชุ่มคอเข้ามาผสมอีกหน่อย โดยผมแนะนำให้เราบีบทีละนิดในถ้วยชาที่เรารินออกมาแล้วนะครับ อย่าบีบลงไปในกาโดยตรง เพราะเดี๋ยวมันจะทำให้รสชาติทั้งหมดเสียไป

ทั้งนี้ภายในซุปกานั้นจะมีเนื้ออย่างหอยเชลล์, ปลา, กุ้ง, ปูอัด และอื่นๆ ใส่มาอย่างแน่นๆ ด้วยนะครับ เมนูนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ผมทานแล้วประทับใจมาก และก็เป็นอีกหนึ่งเมนูเหมือนไข่ตุ๋นเจ้าสมุทรเลย ที่หากไม่มีอะไรผิดพลาดทางเชฟจะเสิร์ฟบริการทุกคอร์สทุกวัน และซุปนี้ทางเชฟเค้าจะใช้เวลาในการเคี่ยวประมาณ 1 วันครึ่งเลยทีเดียวครับ!!

Sushi : สำหรับหมวดนี้ผมได้มาทั้งหมด 5 ชนิดนะครับ (ชนิดละ 1 คำ) ได้แก่ อาบูริ, เอ็นกาวะ, โอโทโร่, โคฮาดะ (ปลาตะเพียนญี่ปุ่น) และอูนิ รสชาติของซูชิแต่ละคำอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหมดเลย ดีทั้งปลาและข้าวครับ เชฟคนนี้ทำข้าวได้อร่อยมาก แต่ที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจมากที่สุดก็คือ โอโทโร่ครับ อร่อยมากกกกกก ผมพึ่งจะรู้และสัมผัสด้วยตัวเองนี่แหละครับว่าโอโทโร่ที่มีคนบอกว่าสีและรสชาติเหมือนเนื้อวัวดีๆ นั้นเป็นอย่างไร อร่อยและนุ่มจริงๆ และผมว่าโอโทโร่บนซูชิคำนี้ ดีกว่าโอโทโร่ที่อยู่ในซาชิมิเยอะเลยครับ

อ้อ ในการเสิร์ฟซูชินี้ ทางเชฟเค้าจะค่อยๆ ปั้นและเสิร์ฟเราทีละคำนะครับ เราจะได้ทานแบบสดใหม่จริงๆ ไม่มีการวางทิ้งไว้นานครับ

ของหวาน : จานนี้ถือเป็นเมนูปิดท้ายที่สวยงามมากครับ เพราะตอนแรกผมคิดว่าจะได้แค่ 1-2 อย่างตะมุ๊ตะมิ๊ แต่กลายเป็นว่าเค้าจัดจานมาอย่างสวยงาม และประกอบไปด้วยเมนูถึง 4 อย่างด้วยกัน ได้แก่ เชอร์เบทแตงโม, เค้กมันม่วง, ชีสเค้กสละ และชาเขียวมัทฉะครับ โดยรสชาติของเชอร์เบทแตงโมนั้นดีเลยครับ อร่อย texture ดี ละลายช้า ทานแล้วรู้สึกสดชื่น ปิดท้ายมื้อได้ดีมาก ส่วนเค้กมันม่วงกับชีสเค้กสละก็ทำได้ดีทั้งคู่ ตัวเค้กมันม่วงจะเป็นเค้กแบบที่ไม่มีแป้ง ได้อารมณ์ของการกินมันม่วงหรือมันญี่ปุ่นชัดมากครับ และสำหรับชาเขียวมัทฉะแก้วนี้ต้องบอกว่าเข้มมาก มากจนบางคนอาจจะรู้สึกขมได้เลยครับ รสชาติจะเข้มโดดกว่าชาเขียวรีฟิลร้อนเย็นที่เราทานเป็นเครื่องดื่มปกติพอควรเลย

ส่วนนี่จะเป็นชาเขียว Refill ร้อนเย็นที่เราทานปกตินะครับ โดยชาเขียวนี้เราจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 117 บาทต่อคน รสชาติโดยรวมกลางๆ ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมากครับ

และทั้งหมดนี้ก็คือเมนูอาหารทั้งหมดที่เชฟ “Nakaseko Jun” จากห้องอาหาร Kiku Sushi โรงแรม Lancaster Bangkok ได้ทำการเสิร์ฟให้ผมทานครับ โดยรวมต้องบอกว่าผมประทับใจในรสชาติของหลายเมนูมากๆ รวมทั้งมีความตื่นเต้นปนอยากรู้นิดๆ ด้วยว่าจานที่เชฟกำลังจะเสิร์ฟต่อไปนั้นมันจะเป็นอย่างไร จะมีอะไรให้ว้าวหรือเปล่าครับ ><

ใครที่ชอบทานโอมากาะเสะหรืออยากลองซักครั้ง ก็ลองเก็บไว้เป็นข้อมูลพิจารณาดูนะครับ และเราต้องเข้าใจก่อนว่าการทานอาหารประเภทนี้ มันคงไม่ได้เน้นไปที่การอิ่มแบบจุกๆ ชนิดที่ต้องคลานกลับบ้านแน่ๆ แต่มันคือการทานอาหารที่เราจะได้รับประสบการณ์อีกแบบที่เราไม่รู้เลยว่าเราจะได้ทานอะไรในแต่ละวัน และเราจะต้องเชื่อใจในตัวเชฟที่อยู่ตรงหน้าเราครับ

และเพื่อเป็นการปิดท้ายรีวิวนี้ให้ทุกคนเข้าใจง่าย ผมก็จะขอสรุปจุดเด่นหรือภาพรวมของ Omakase Course ของที่นี่ให้ทุกคนเข้าใจอีกครั้งดังนี้นะครับ

  • คุณภาพอาหารดี โดยเฉพาะเนื้อวากิว A5, โอโทโร่, ซุปกา และไข่ตุ๋นเจ้าสมุทรที่เป็น Signature Menu ของเค้า 4 อย่างนี้เด็ดมากครับ
  • ตอนแรกที่เราไปถึงห้องอาหาร ทางเชฟจะมีการสอบถามเราก่อนว่ามีเมนูอะไรที่เราไม่ชอบหรือไม่ทานหรือเปล่า ใครที่ไม่ทานเนื้อวัว หรือแพ้อะไรควรรีบบอกไว้ครับ รวมไปถึงคนที่ไม่ทานหูฉลามด้วย เพราะใน Signature Menu ของเค้าที่เป็นไข่ตุ๋นจะมีส่วนประกอบของหูฉลามอยู่ครับ
  • วัตถุดิบหลักของเค้าเห็นว่านำเข้าจากตลาดปลา Toyosu ประเทศญี่ปุ่นนะครับ โดยของจะเข้าทุกวันพุธ ใครที่อยากจะทานวัตถุดิบแบบสดใหม่จริงๆ แนะนำว่าให้จองไปวันพุธหรือพฤหัสบดีนะครับ ส่วนวันจันทร์และอังคารห้องอาหารจะปิดครับ
  • อาหารของที่นี่จะไม่ได้หน้าตาหวือหวามาก หรือมีการฟิวชั่นอะไรเยอะครับ ใครที่ชอบโอมากาะเสะแบบสมัยใหม่ มีลูกเล่นหรือการ display อะไรที่ว้าวๆ อาจจะไม่ถูกใจซักเท่าไหร่ครับ
  • อาหารในแต่ละวันจะหน้าตาและมีจำนวนไม่เท่ากัน แต่จะมีอยู่ 2 เมนูที่เชฟมักจะเสิร์ฟเสมอทุกคอร์สนั่นคือ “ไข่ตุ๋นเจ้าสมุทร” และ “ซุปกา”
  • บรรยากาศของห้องอาหารจะไม่ได้มีความเป็นญี่ปุ่น หรือมีความเป็นส่วนตัวอะไรมากนะครับ เพราะห้องอาหารแห่งนี้ถูกดัดแปลงมาจากบาร์ ดังนั้นการตกแต่งและรายละเอียดต่างๆ มันจึงไม่ได้ให้ฟีลความเป็นญี่ปุ่นครับ นอกจากนี้มันยังเป็นห้องอาหารขนาดใหญ่ที่รวมกับคนที่มานั่งทาน A la carte อื่นๆ ด้วย โดยคนที่ทาน Omakase Course จะนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ใกล้ๆ กับเชฟ และหากวันนั้นภายในห้องอาหารมีคนมาใช้บริการเยอะ เราก็อาจจะขาดความเป็นส่วนตัวพอควรครับ ใครที่ซีเรียสเรื่องบรรยากาศหรือเรื่องความเป็นส่วนตัวอาจจะไม่ถูกใจในจุดนี้ได้ครับ

ใครสนใจก็ไปลองทานกันได้นะครับ หรือถ้าใครต้องการดูรีวิวนี้ในรูปแบบคลิปวีดีโอก็สามารถกดดูที่คลิปด้านล่างนี้ได้เลย แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า สวัสดีครับ

รายละเอียดและช่องทางติดต่อ

สถานที่ : ห้องอาหาร Kiku Sushi โรงแรม Lancaster Bangkok (ชั้น Lobby)

เวลาเปิด : รอบเที่ยง 12.00 – 14.30 น. รอบเย็น 17.00 – 20.00 น. (รับได้รอบละ 6 คน และปิดทุกวันจันทร์และอังคาร)

Facebook : Kiku Sushi

Tel : 02-262-8000 ต่อ 8089

LINE : @kikusushi หรือคลิก https://bit.ly/3CPMlCw