นอกจากกรุงโซล (Seoul) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้แล้ว ผมว่าเมืองปูซาน (Busan) ก็น่าจะเป็นเมืองอันดับต้นๆ ที่ทุกคนจะนึกถึงเวลาที่เราพูดถึงประเทศนี้ครับ เพราะนอกจากเมืองปูซานจะเคยจัดงานมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่างเอเชียนเกมส์และฟุตบอลโลกมาแล้ว เมืองปูซานก็ยังเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ด้วย อีกทั้งเมืองแห่งนี้ยังมีประชากรในเมืองมากถึง 3.7 ล้านคน และถือเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากกรุงโซลครับ
และด้วยความที่เมืองปูซานเป็นเมืองท่าที่มีขนาดใหญ่ ดังนั้นก็เลยทำให้เมืองนี้มีเรือสำราญเข้ามาจอดเทียบท่าเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านความสดความอร่อยของอาหารทะเลด้วยครับ หลายๆ คนที่ไปเที่ยวเมืองนี้ต่างก็บอกว่าพวกปลาหมึกและซีฟู้ดเค้าเนี่ยเด็ดใช้ได้เลยแหละ!!
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
สำหรับการเดินทางไปเที่ยวเมืองปูซานของคนไทยส่วนใหญ่นั้น โดยส่วนมากก็จะมีอยู่ 2 วิธีหลักๆ คือ การนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินเมืองปูซานตรงๆ หรือไม่ก็เดินทางไปจากโซลด้วยรถบัสหรือรถไฟ ซึ่งหากใครที่เลือกเดินทางไปด้วยวิธีหลังก็จะต้องใช้เวลาในการเดินทางเพิ่มอีกประมาณ 3-5 ชั่วโมง และมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณ 30,000 – 60,000 วอน ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการเดินทางของแต่ละคนครับ
แต่ไหนๆ เมืองปูซานก็เป็นเมืองท่าที่มีขนาดใหญ่ แถมยังมีท่าสำหรับจอดเรือสำราญด้วย ดังนั้นวันนี้ผมกับต๋งก็เลยจะขอเดินทางไปเที่ยวเมืองแห่งนี้ทางเรือสำราญนะครับ โดยทริปนี้ของเราจะใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 6 วัน 5 คืน เริ่มออกเดินทางจากเมืองจี้หลง (Keelung) ประเทศไต้หวัน ไปยังเมืองฟุกุโอกะ (ฮากาตะ) ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 วันนิดๆ และเดินทางต่อไปยังเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ในวันถัดมา จากนั้นก็กลับไปที่เมืองจี้หลง ประเทศไต้หวันอีกครั้งครับ ใครที่สนใจรายละเอียดหรืออยากจะออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญแบบผมซักครั้งก็ลองสอบถามไปที่บริษัท 2morrow Explorer ตามช่องทางด้านล่างนี้ได้เลยครับ ผมใช้บริการเค้ามาแล้ว บริการดี สะดวก พูดคุยรู้เรื่อง แถมราคายังไม่แพงด้วยครับ ^^
Website : http://www.2morrowexplorer.com/
Fanpage : ล่องเรือสําราญ เที่ยวทั่วโลก luxury cruises by 2morrow explorer
Call Center : 061-5905999, 065-5099905
และสำหรับใครที่เดินทางมาเที่ยวเมืองปูซานด้วยเรือสำราญแบบผม จุดแรกที่พวกเราทุกคนจะต้องเจอเมื่อมาถึงเมืองแห่งนี้ก็คือด่าน Immigration ที่ท่าเรือสำราญครับ ซึ่งท่าเรือสำราญของเมืองปูซานนั้นก็ถือว่าเป็นหนึ่งท่าเรือที่มีการจัดระเบียบต่างๆ ได้ดี เจ้าหน้าที่ทำงานกันไวมาก แถมพอเราเดินออกจากอาคารปั๊บเค้าก็ยังมีบริการรถชัทเทิ้ลบัสเข้าเมืองฟรีด้วย โดยรถชัทเทิ้ลบัสของเค้านั้นจะพาเราไปส่งที่บริเวณสถานีปูซาน (Busan Station) ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่มีขนาดใหญ่มาก สามารถเดินทางไปไหนมาไหนต่อได้สะดวกสุดๆ ครับ
ก็ถือว่าท่าเทียบเรือสำราญของเมืองนี้นั้นดีงามมากๆ สะดวกสบาย แถมมีรถรับส่งฟรีด้วย ใครที่อยากจะนั่งรถชัทเทิ้ลบัสฟรีแบบนี้พอออกจากอาคารก็ให้มองไปทาง 10-11 นาฬิกานะครับ และเดี๋ยวเราจะเห็นรถชัทเทิ้ลบัสจอดเรียงกันอยู่เป็นจำนวนมาก จากนั้นเราก็เดินขึ้นรถคันแรกที่มีเจ้าหน้าที่ยืนรออยู่ได้เลย แต่ถ้าใครไม่แน่ใจก็อ่านป้ายอีกรอบหรือสอบถามทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ครับ เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เค้าสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ดังนั้นในเรื่องของภาษาจึงไม่เป็นอุปสรรคอะไรมาก
นี่เป็นรายละเอียดของรถชัทเทิ้ลบัสที่ทางเมืองปูซานเค้ามีให้บริการฟรีครับ เริ่มบริการเที่ยวแรกจาก Cruise Terminal เวลา 8.00 น. และบริการเที่ยวสุดท้ายเวลา 14.20 น. ส่วนรถที่ออกจากสถานีปูซานนั้นจะเริ่มตั้งแต่เวลา 9.40 น. และเที่ยวสุดท้ายที่มีบริการคือเวลา 15.40 น. โดยรถจะออกทุกๆ 20 นาที และใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีครับ
หมายเหตุ : รายละเอียดการให้บริการรถชัทเทิ้ลบัสในแต่ละวันอาจจะแตกต่างกันได้ ผมแนะนำให้ทุกคนตรวจเช็คทุกครั้งก่อนจะขึ้นรถ และควรจะถ่ายภาพเวลาการให้บริการในวันนั้นๆ เก็บไว้ติดตัวด้วยครับ
ภาพนี้จะเป็นจุดจอดรถชัทเทิ้ลบัสบริเวณใกล้ๆ กับสถานีปูซานครับ รถจะจอดที่ริมถนนใหญ่เลย มีป้ายบอกจุดจอดรถที่ชัดเจน และมีจุดสังเกตอีกอย่างก็คือจะอยู่ใกล้ๆ ทางลงสถานีปูซานทางออกที่ 4 รับรองว่าหาไม่ยาก นอกจากนี้เค้ายังมีเจ้าหน้าที่คอยยืนประจำจุดอยู่ตลอดเวลาด้วย โดยทางเจ้าหน้าที่ที่อยู่ตรงนี้เค้าสามารถแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในปูซานรวมถึงการเดินทางไปได้ด้วยนะครับ เค้ามีเป็นคู่มือที่อธิบายการเดินทางไปแต่ละที่แบบเป็นขั้นเป็นตอนเลย ใครอยากไปที่ไหนก็สอบถามเจ้าหน้าที่และถ่ายภาพขั้นตอนการเดินทางเก็บไว้ได้เลยครับ
หมายเหตุ : ในกรณีที่เราต้องการจะขึ้นรถกลับ Cruise Terminal เราก็สามารถมารอรถที่จุดเดียวกันนี้ได้เลยครับ
และจากที่ผมกับต๋งได้คุยกับเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่บริเวณจุดจอดรถชัทเทิ้ลบัส พวกเราก็ตัดสินใจที่จะเที่ยวปูซานด้วยรถ City Tour Jumbo Bus เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เรามาเที่ยวที่เมืองแห่งนี้ และรถคันนี้จะพาเราไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของปูซานถึง 12 ที่ด้วยกัน ใครที่สนใจก็ตามพวกเราไปกันต่อได้เลย บอกเลยว่ามันคุ้มและสะดวกมาก จ่ายเงินทีเดียวจบ แถมได้เที่ยวอะไรเยอะดีครับ
โดยจุดเริ่มต้นการขึ้นรถ City Tour Jumbo Bus นั้น จะอยู่ที่บริเวณสถานีปูซานซึ่งอยู่ห่างจากจุดจอดรถชัทเทิ้ลบัสประมาณ 200-300 เมตรเท่านั้น โดยเมื่อเราเดินมาถึงบริเวณสถานีปูซาน เราจะเห็นป้ายรถ City Tour Jumbo Bus แบบในภาพด้านล่างนี้อย่างชัดเจนเลยครับ
ทั้งนี้รถ City Tour Jumbo Bus ที่พาเที่ยวในปูซานนั้นมันจะมีหลายสายนะครับ แต่สายที่ได้รับความนิยมและมีเที่ยวรถมากที่สุดก็คือสายสีแดง ซึ่งมีราคาค่าบริการสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 15,000 วอน/คน (ประมาณ 450 บาท) และสำหรับเด็กที่อายุ 4-18 ปี อยู่ที่ 8,000 วอน/คน (ประมาณ 240 บาท) โดยรถสายนี้จะวิ่งเป็นวงกลมเริ่มตั้งแต่จุดที่ 1 สถานีปูซานผ่านจุดท่องเที่ยวต่างๆ ที่สำคัญในปูซาน 12 จุด และกลับมาจอดที่สถานีปูซานอีกครั้ง โดยมีระยะเวลาในการท่องเที่ยวทั้งหมดอยู่ที่ 2 ชั่วโมง 10 นาทีครับ
และนี่ก็คือสถานที่ทั้งหมดที่รถ City Tour Jumbo Bus สายสีแดงของเราจะขับผ่านครับ โดยบางจุดจะมีจุดยิบๆ ย่อยๆ ด้วยครับ
- Busan Station1.1 Youndusan Mountain Park, Busan Tower
- Yeongdodaegyo Bridge2.1 Huinyeoul Culture Village
- Sky Observatory
- 75 Square
- Taejongdae Park
- National Maritime Museum
- Oryukdo Islands
- Yonghoman Bay Cruise Ship Terminal :
- Peace Park
- Songdo Beach10.1 Songdo marine cable car (Songdo Skywalk Way)
- BIFF Plaza in Nampodong / Gukje Market
- Jagalchi Market
ทั้งนี้ทุกคนสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ Busan City Tour Jumbo Bus สายสีแดงเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์นี้นะครับ http://www.citytourbusan.com/en2/02course/02.php
ใครที่ดูรายชื่อของสถานที่ด้านบนแล้วรู้สึกถูกใจ รู้สึกคุ้มค่าก็ซื้อตั๋วกับคนขับแล้วขึ้นรถได้เลยครับ โดยเมื่อเราจ่ายเงินเรียบร้อยเราจะได้รับคู่มือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว, ตารางเวลาที่รถจะผ่านในจุดต่างๆ รวมถึงสายรัดข้อมือ (Wrist Band) ครับ โดยสองอย่างหลังนี้จะเป็นอะไรที่สำคัญมาก เพราะการท่องเที่ยวด้วยรถ City Tour Jumbo Bus นั้น มันจะไม่ใช่แค่เรานั่งบนรถผ่านจุดต่างๆ แล้วฟังคำบรรยายบนรถแล้วก็จบ แต่การเที่ยวด้วยรถ City Tour Jumbo Bus ของเมืองปูซานนั้นเราจะสามารถลงจากรถเพื่อท่องเที่ยวได้ทุกจุดเลย โดยก่อนที่จะถึงแต่ละจุดเค้าจะมีการพูดบรรยายถึงความน่าสนใจของสถานที่นั้นๆ ให้เราฟังก่อน (บรรยายด้วยภาษาอังกฤษ) หากเราฟังแล้วรู้สึกสนใจเราก็สามารถกดกริ่งเพื่อขอลงที่จุดนั้นได้ และเมื่อเราเที่ยวที่จุดนั้นต่อด้วยตัวเองจนพอใจแล้วเราก็กลับมารอรถที่ป้ายอีกครั้งเพื่อรอขึ้นรถเที่ยวต่อไปครับ โดยเราจะสามารถขึ้นรถ City Tour Jumbo Bus ในวันนั้นกี่ครั้งก็ได้ ตามเท่าที่ข้อมือของเรายังมี Wrist Band อยู่ครับ
ใครที่เป็นสายเที่ยวจริงจัง มีพลังงานล้นเหลือ และอยากเที่ยวแต่ละที่อย่างเจาะลึกก็สามารถเที่ยวได้ทั้งวันจนถึงเวลาที่รถคันสุดท้ายให้บริการเลยครับ
โดยวันนั้นผมกับต๋งก็ลงไปหลายจุดเหมือนกัน ซึ่งแต่ละจุดที่รถจอดนั้นเค้าจะมีการทำป้ายอย่างชัดเจนเลย หาได้ง่ายมาก และที่ป้ายก็จะมีรายละเอียดการให้บริการของรถที่จุดนั้นด้วยว่ารถคันแรกสุดจะมาตอนกี่โมง รถคันสุดท้ายจะมาตอนกี่โมง ใครที่ลงไปเที่ยวที่จุดไหนก็สามารถดูข้อมูลเหล่านี้ที่ป้ายได้เลยครับ
เอาล่ะ คราวนี้เรามาดูลักษณะของรถ City Tour Jumbo Bus ที่เราต้องนั่งกันดีกว่า รถ City Tour Jumbo Bus สายสีแดงของเมืองปูซานนั้นจะเป็นรถบัสแบบ 2 ชั้น โดยเค้าจะมีบริการทั้งแบบที่เป็น 2 ชั้นปิดทึบ มีแอร์ทั้งชั้นบนและล่าง กับแบบที่ชั้นล่างเป็นแอร์แต่ชั้น 2 เป็นแบบ Open Air ครับ ใครที่ชอบแบบไหนก็เลือกเอาตามใจชอบได้เลย โดยหากตอนที่เราไปถึงนั้นได้รถรูปแบบที่เราไม่ถูกใจก็อาจจะต้องนั่งรอรถเที่ยวต่อไปนะครับ
ภาพด้านล่างนี้จะเป็นภาพของรถที่ชั้น 2 เป็น Open Air ครับ ที่นั่งทุกที่นั่งของเค้าจะมีที่เสียบชาร์จไฟแบบ USB ให้ด้วย ดีงามมากๆ โดยผมได้ลองขึ้นรถ 3-4 คัน ทั้งที่เป็นแบบชั้น 2 เป็น Open Air กับแบบที่ปิดทึบทั้งคัน ทุกที่นั่งของเค้าก็มีที่เสียบชาร์จไฟแบบนี้หมดเลย ใครที่ถ่ายรูปเยอะ หรือกังวลว่าแบตเตอร์รี่โทรศัพท์จะหมดก็สบายใจได้เลยครับ
และด้วยความที่วันนี้ผมกับต๋งมีเวลาค่อนข้างจำกัด และผมอยากจะเผื่อเวลาส่วนนึงเอาไว้ช็อปปิ้งกับเดินหาของอร่อยๆ กินด้วย ดังนั้นวันนี้ผมกับต๋งก็เลยตัดสินใจว่าเราจะเลือกลงจากรถแค่ 3 จุดเท่านั้น คือ จุดที่ 4 (75 Square), จุดที่ 10 (Songdo Beach) และจุดที่ 11 (BIFF Plaza in Nampudong / Gulje Market) แต่ถ้าใครที่มีเวลามากกว่าเราก็สามารถที่จะลงหลายจุดได้นะครับ แต่ละจุดน่าสนใจทั้งนั้นเลย แถมบางจุดก็มีพื้นที่ใหญ่มากจนอาจจะต้องใช้เวลาเที่ยวไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมง ซึ่งเดี๋ยวในตอนท้ายของบทความนี้ผมจะสรุปแบบสั้นๆ ให้นะครับว่าทั้ง 12 จุดที่รถ Busan City Tour Jumbo Bus สายสีแดงจอดนั้นมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง แต่ตอนนี้เราไปดูรายละเอียดของทั้ง 3 จุดที่ผมกับต๋งลงไปเที่ยวก่อนดีกว่าครับ
จุดที่ 4 (75 Square) ที่เราทั้งสองคนตัดสินใจลงที่จุดนี้เพราะขณะที่เรานั่งรถอยู่นั้นเราเห็นว่าบริเวณนี้มีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก สามารถมองเห็นทะเลรอบๆ เมืองปูซานได้อย่างเต็มตา และการตัดสินใจครั้งนี้ของเราทั้งคู่ก็ไม่ผิดพลาดครับ เพราะเราได้เห็นวิวทะเลที่สวยงามตามที่คิดเอาไว้เลย ^^
ใครที่ชอบถ่ายรูปไม่ควรพลาดที่จะลงจุดนี้นะครับ เพราะใกล้ๆ กับป้ายรถที่จอดนั้นเค้าจะมีศาลาสไตล์เกาหลีให้เราถ่ายรูปด้วย ส่วนใครที่เป็นสายเทรคกิ้งหรือลุยๆ หน่อยที่จุดนี้ก็เป็นอีกจุดนึงที่น่าสนใจเหมือนกัน เพราะเค้าจะมีเส้นทางการเดินสั้นๆ ให้เราลงไปดูวิวบริเวณด้านล่างด้วย ใครที่อยากจะเดินลงไปดูก็เผื่อเวลากับเตรียมรองเท้ามาดีๆ หน่อยนะครับ
จุดที่ 10 (Songdo Beach) หาดซองโดนั้นถือเป็นชายหาดแห่งนึงที่มีชื่อเสียงมากของเมืองปูซาน โดยหาดแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองปูซานเพียงแค่ 3 กิโลเมตรเท่านั้น ตัวหาดมีความยาวมากรวมทั้งมีความสะอาด สวยงาม เหมาะแก่การเดินเล่น และตามพื้นทรายต่างๆ ก็ไม่มีขยะอะไรเลย ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไมที่นี่ถึงกลายเป็นแหล่งพักผ่อนที่ยอดนิยมของชาวเมืองปูซาน อย่างวันที่ผมไปนั้นก็พบครอบครัวที่พาเด็กเล็กๆ มาเล่นทรายบริเวณชายหาดด้วยครับ
สำหรับคำว่าซองโด (Songdo) นั้นมีความหมายว่าเกาะสน โดยสาเหตุที่เค้าตั้งชื่อแบบนี้เป็นเพราะว่าหาดแห่งนี้มีป่าสนอยู่บริเวณปลายสุดของหาดนั่นเองครับ ใครที่มีเวลาก็ลองเดินไปสำรวจดูนะ แต่วันนี้ผมกับต๋งมีเวลาน้อยเราก็เลยเดินเล่นแค่ในบริเวณที่อยู่ใกล้ๆ กับป้ายรถบัสเท่านั้น และมันก็ทำให้เราได้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจว่าในอดีตหาดแห่งนี้ได้ถูกภัยธรรมชาติพังทลายลงไปหลายครั้ง รวมทั้งได้ถูกพายุพัดพาทรายออกไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อปี ค.ศ. 2000 ทางเมืองปูซานก็เลยทำการบูรณะหาดครั้งใหญ่ด้วยการติดตั้งระบบที่สามารถป้องกันภัยจากพายุ รวมทั้งมีการปรับปรุงทัศนียภาพและเพิ่มสิ่งต่างๆ อย่างเช่น น้ำตก และลานชมวิวเข้าไปในบริเวณนี้ด้วย และมันก็ทำให้ชายหาดแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลที่มีชื่อเสียงหลายงาน โดยเฉพาะงานดนตรีชายหาดครับ
นอกจากนี้บริเวณชายหาดซองโดแห่งนี้ก็ยังมี Songdo marine cable car และ Songdo Skywalk Way ด้วย โดย Songdo marine cable car นั้นก็คือเคเบิ้ลคาร์ข้ามทะเลที่มีความยาวมาก โดยเราจะสามารถมองเห็นเส้นทางเคเบิ้ลคาร์นี้ได้อย่างชัดเจนจากบริเวณชายหาดเลย ส่วน Songdo Skywalk Way นั้นก็คือเส้นทางการเดินบนทะเลที่มีความยาวที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ โดยเส้นทางนี้จะพาเราเดินผ่านสะพานอันคดเคี้ยวที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 5-6 เมตรไปยังเกาะ Geobukseom ซึ่งเป็นเกาะที่มีรูปร่างคล้ายๆ กับเต่า รวมทั้งยังเป็นเกาะที่มีตำนานความรักระหว่างหนุ่มหาปลากับนางเงือกที่เป็นลูกสาวของราชามังกรด้วยครับ ใครที่มีเวลาก็ลองไปเดินเล่นดูนะ ส่วนใครที่อยากจะอ่านเรื่องราวเต็มๆ ของ Songdo Skywalk Way ก็สามารถคลิกที่นี่ได้เลยครับ ทางเวบ Aumjumma เค้าเขียนไว้ได้ละเอียดดี ^^
จุดที่ 11 (BIFF Plaza in Nampudong / Gulje Market) จุดรองสุดท้ายก่อนที่รถ Busan City Tour Jumbo Bus จะวนกลับไปที่จุดที่ 1 (Busan Station) อีกครั้ง โดยจุดนี้เป็นจุดที่ผมแนะนำทุกคนเลยว่าควรจะต้องลงครับ เพราะที่นี่จะเป็นถนน Shopping Street ที่มีความยาวมาก มีสินค้าและอาหารต่างๆ จำหน่ายเป็นจำนวนมาก ใครที่อยากได้สินค้าแบรนด์ดังๆ ของเกาหลี เช่น Etude House, Tony Moly, It’s Skin, Nature Republic, Innisfree, A’pieu, The Face Shop, Missha, Skin Food ก็สามารถมาที่นี่ได้เลยครับ เค้ามีจำหน่ายหมดทุกอย่าง คุณแค่เผื่อเวลากับเงินมาให้พอเท่านั้นเอง ><
และผมจะบอกว่าใน BIFF Plaza กับ Nampodong Street นั้นไม่ได้มีของจำหน่ายเฉพาะร้านที่เป็นแบรนด์ดังๆ เท่านั้น แต่ภายในบริเวณนี้เค้ายังมีการขายอาหารและสินค้าแบบแบกะดินหรือเป็นร้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตรงกลางถนนด้วยครับ ใครชื่นชอบการซื้อของแบบนี้ก็ไปส่องดูได้เลย เค้ามีของจำหน่ายหลายอย่างเหมือนกัน
สำหรับวันนี้ผมกับต๋งก็ได้ใช้เวลาอยู่ในบริเวณ BIFF Plaza และ Nampodong Street ไปเกือบ 3 ชั่วโมงได้ โดยนอกจากที่เราจะซื้อของต่างๆ แล้วเรายังเข้าไปทานบูลโกกิ (Bulgogi) หนึ่งในอาหารประจำชาติเกาหลีและก็ชิมชานมไข่มุกด้วยครับ โดยร้านบูลโกกิที่เราทานนั้นมีชื่อร้านว่า “กูวอซัมกิ” (구워삶기) รสชาติอาหารอร่อยถูกปากเลย เผ็ดแซ่บถึงทรวงมาก กินไปเหงื่อไหลไป ส่วนพวกปลาหมึก, หอยแมลงภู่ และอาหารทะเลต่างๆ ที่อยู่ในหม้อนั้นก็สดอร่อยดีครับ
ใครที่มาแถวนี้และอยากจะลองชิมบูลโกกิดูก็สามารถเข้าไปลองที่ร้านนี้ได้เลยครับ รสชาติดี ราคาไม่แรง มีภาพอาหาร, ราคา และชื่อเมนูบอกอย่างชัดเจน โดยราคาของบูลโกกิขนาดเล็กสุดที่สามารถทานได้ 2-3 คนนั้นจะอยู่ที่ 20,000 วอน (ประมาณ 600 บาท) ส่วนขนาดกลางที่สามารถทานได้ 3-4 คน จะอยู่ที่ 27,000 วอน (ประมาณ 810 บาท)
หมายเหตุ : ที่ร้าน “กูวอซัมกิ” (구워삶기) จะมีระดับความเผ็ดของบูลโกกิให้เราเลือกทาน 4 ระดับ โดยระดับที่คนเกาหลีส่วนใหญ่ทานคือระดับ 2 (Spicy) แต่ผมกับต๋งสั่งความเผ็ดระดับ 3 (Very Spicy) มาทาน และผมอยากจะบอกว่ามันเผ็ดมากกกกก ใครที่ไม่ทานเผ็ด หรือไม่ใช่ขาโหดจริงสั่งแค่ระดับ 1-2 มาทานก็พอนะครับ T_T
ส่วนนี่คือชานมไข่มุกที่พวกเรากินครับ โดยพวกเราเลือกชิมที่ร้านชื่อว่า Jenjudan และสั่งเมนูที่ชื่อว่า Brown Sugar Buble Milk ซึ่งผมอยากจะบอกว่ามันอร่อยมากกกกครับ อร่อยถูกปากถูกใจกว่าที่ผมกินชานมไข่มุกที่ไต้หวันอีก!!!
และทั้งหมดนี้ก็คือประสบการณ์และเรื่องราวของผมที่มีต่อการขึ้นรถ Busan City Tour Jumbo Bus ครับ ซึ่งต้องบอกว่าตัวผมนั้นก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะไปขึ้นรถเที่ยวรอบเมืองที่ไหน เพราะปกติที่ผ่านมาผมจะเป็นสายเที่ยวด้วยตัวเองเป็นหลัก ทำการบ้านต่างๆ มาเป็นอย่างดี เดินทางไปเฉพาะที่ที่อยากไปเท่านั้น และบางที่ก็นั่งรออยู่นานเพื่อรอถ่ายรูปในจังหวะที่สวยที่สุด แต่จากการที่ผมได้ขึ้นรถ City Tour รอบปูซานในครั้งนี้มันก็ทำให้ผมได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดีเหมือนกัน ผมได้เที่ยวหลายที่โดยไม่ต้องปวดหัววางแผนอะไรให้ยุ่งยาก รวมทั้งมีคนคอยอธิบายเกี่ยวกับสถานที่แต่ละที่ให้ฟังแบบสั้นๆ ด้วย นอกจากนี้ในส่วนเรื่องของการบริการของคนขับรถ, สภาพรถต่างๆ ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากด้วย ดังนั้นผมบอกเลยว่าใครที่ไปเมืองปูซานเป็นครั้งแรกและยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี การไปขึ้น Busan City Tour Jumbo Bus สายสีแดงเที่ยวรอบเมืองก็เป็นอะไรที่น่าสนใจมากครับ ราคา 15,000 วอน/คน หรือประมาณ 450 บาทนั้นถือว่าไม่แพงเลย ยิ่งใครที่ขึ้นลงตามจุดต่างๆ เยอะยิ่งคุ้มมากครับ เราสามารถเที่ยวได้ตั้งแต่เช้าถึงค่ำเลย ขนาดวันนี้ผมกับต๋งลงแค่ 3 จุดเรายังใช้เวลาทั้งหมดเกือบ 7 ชั่วโมงเลยครับ
ใครที่สนใจเดินทางเที่ยวรอบเมืองปูซานด้วยวิธีนี้ก็ลองเอาสิ่งที่ผมเขียนไปประกอบการตัดสินใจดูนะครับ โดยรถเที่ยวแรกสุดของเค้านั้นจะเริ่มบริการในช่วงเวลาประมาณ 9.00 น. และเพื่อให้ทุกคนมีข้อมูลประกอบการเที่ยวด้วยรถ Busan City Tour Jumbo Bus สายสีแดงมากขึ้น ในช่วงสุดท้ายนี้ผมจะทำการสรุปว่าสถานที่ทั้งหมดที่รถสายนี้จอดนั้นมีอะไรเด่นๆ บ้าง ว่าแล้วก็ไปไล่อ่านกันทีละจุดเลยครับ
1. Busan Station : สถานีปูซาน สถานีรถไฟที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักในการเดินทางภายในเมืองนี้
1.1 Youndusan Mountain Park, Busan Tower : สวนสาธารณะยงดูซาน สวนสาธารณะที่ตั้งอยู่บนภูเขา Yongdusan และเป็นสวนที่มีหอคอยปูซาน (Busan Tower) ตั้งอยู่ด้วย ดังนั้นสวนสาธารณะแห่งนี้ก็เลยเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีคนแวะมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน
2. Yeongdodaegyo Bridge : สะพานที่สามารถยกเปิดปิดได้ (bascule bridge) แห่งแรกของเกาหลีใต้2.1 Huinyeoul Culture Village : หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงและมีความเก่าแก่มากของเกาหลีใต้ ตั้งอยู่บนภูเขาที่มีบรรยากาศดี อาคารต่างๆ ภายในหมู่บ้านมีการตกแต่งอย่างมีสีสันด้วยจิตกรรมที่สรรค์สร้างขึ้นจากฝีมือของชาวบ้าน และในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่หมู่บ้านแห่งนี้จะมีดอกพอทกวกหรือซากุระเกาหลีที่มีความสวยงามบานสะพรั่งด้วยครับ
3. Sky Observatory : หนึ่งในจุดชมวิวที่มีความสวยงามมากของปูซาน สามารถมองเห็นท้องทะเลแบบพาโนรามาได้
4. 75 Square : สวนสาธารณะขนาดเล็กที่มีจุดชมวิวที่เราสามารถมองเห็นทะเลในเขตปูซานได้อย่างเต็มๆ ตา รวมทั้งยังมีเส้นทางเดินเทรลที่แสนสนุกด้วย
5. Taejongdae Park : สวนสาธารณะริมทะเลขนาดใหญ่บนเกาะยงโด (Youngdo) มีขนาดพื้นที่ประมาณ 1,100 ไร่ และมีจุดชมวิวสูงสุดที่ระดับความสูง 250 เมตร ภายในบริเวณมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย และมีทิวทัศน์ที่งดงามมากโดยเฉพาะบริเวณหน้าผาหิน
6. National Maritime Museum : พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติทางทะเลแห่งเมืองปูซานเป็นพิพิธภัณท์ที่จัดแสดงเกี่ยวกับธรรมชาติในทะเลแห่งแรกของประเทศเกาหลีใต้และเป็นพิพิธภัณฑ์ทางทะเลมีขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงเกี่ยวกับธรรมชาติในทะเล และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลมากกว่า 25,000 ชนิด ทั้งที่มาจากในเกาหลีเองและมาจากอีกกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ใครที่เป็นคนชอบเรื่องราวของโลกใต้น้ำต้องวางแผนไปเยี่ยมชมให้ได้เลยนะครับ
7. Oryukdo Islands : ทางเดินลอยฟ้าออยุคโด ทางเดินนี้คือทางเดินที่สร้างจากหน้าผายื่นออกไปในทะเล มียาวประมาณ 35 เมตร และมีพื้นที่ทำจากกระจกหนา 50 mm เคลือบด้วยสารกันกระสุนเพื่อเพิ่มความแข็งแรง โดยทางเดินลอยฟ้าแห่งนี้จะอยู่ในแนวที่เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างทะเลตะวันออกและทะเลใต้ของเกาหลี และเราสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นที่บริเวณได้ ใครที่อยากจะเห็นวิวสวยๆ และเป็นคนที่ชอบอะไรเสียวๆ ควรแวะลงที่จุดนี้ครับ
8. Yonghoman Bay Cruise Ship Terminal : ท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ โดยภายในท่านี้นอกจากจะเป็นที่จอดเรือสำราญแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมพานั่งเรือเที่ยวชมจุดต่างๆ ที่สวยงามของปูซานด้วยครับ
9. Peace Park : ที่นี่คือสวนขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ครอบคลุมถึง 135,000 ตารางเมตร และมีอีกชื่อเรียกนึงว่า UN Memorial Cemetery in Korea โดยสวนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาในปี ค.ศ. 2001 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานและเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารของสหประชาชาติจาก 16 ประเทศ รวมถึงองค์การสหประชาชาติที่ให้ความช่วยเหลือเกาหลีใต้ในการสู้รบในระหว่างสงครามเกาหลี (ค.ศ. 1950 – ค.ศ. 1953) และทำให้มีทหารเสียชีวิตถึง 2,289 นาย และอีก 11 นายถูกสังหารในฐานะเชลยศึก ใครที่ตั้งใจจะมาที่นี่ก็เผื่อเวลาให้เยอะๆ หน่อยนะครับ เพราะพื้นที่เค้ากว้างมาก และที่สำคัญอย่าลืมทางกลับไปป้ายรถบัสด้วยล่ะ ไม่งั้นงานเข้าไม่รู้ด้วยนะ
10. Songdo Beach : หนึ่งในชายหาดที่มีชื่อเสียงของปูซาน เป็นหาดที่มีความยาวและมีทรายที่สะอาดมาก โดยหาดแห่งนี้มักจะถูกจัดงานเทศกาลต่างๆ อยู่เป็นประจำ10.1 Songdo marine cable car (Songdo Skywalk Way) : เคเบิ้ลคาร์ข้ามทะเลและเส้นทางเดินบนทะเลที่ยาวที่สุดในเกาหลีใต้ โดยเส้นทางเดินนี้จะสามารถเดินไปถึงเกาะ Geobukseom ได้ด้วย
11. BIFF Plaza in Nampodong / Gukje Market : ถนนสายช็อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในเมืองปูซาน ขาช็อปทั้งหลายต้องห้ามพลาดเด็ดขาด!!
12. Jagalchi Market : ตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในปูซาน โดยนอกจากเราจะได้เห็นปลาสดๆ และสัตว์ทะเลหน้าตาแปลกประหลาดมากมายในสถานที่นี้แล้ว เค้ายังมีร้านอาหารที่นำเอาอาหารทะเลสดๆ เหล่านี้มาปรุงจำหน่ายให้เราทานด้วยครับ ใครที่ชอบทานซีฟู้ดสดๆ ควรเผื่อเวลาและเผื่อท้องไปลองด้วยนะครับ
หมายเหตุ : เนื่องจากหลายๆ สถานที่นั้นผมไม่ได้ลงไปสัมผัสด้วยตัวเอง ดังนั้นอาจจะมีข้อมูลบางอย่างที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ละเอียดเท่าที่ควรนะครับ
ใครที่อ่านรายละเอียดแต่ละสถานที่แล้วรู้สึกสนใจอยากจะเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษก็ลองทำการบ้านเพิ่มเติมนะครับ เพราะแต่ละที่จะมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน เช่น เวลาเปิดปิด, ขนาดของพื้นที่, ค่าเข้าชม เป็นต้น และยังไงก็อย่าเที่ยวแต่ละสถานที่เพลินจนตกรถบัสล่ะ ยิ่งใครที่เดินทางมาเที่ยวเมืองปูซานด้วยเรือสำราญแบบผมกับต๋งแล้วล่ะก็ยิ่งต้องดูเวลาดีๆ นะครับ เพราะหากตกรถบัสแล้วกลับขึ้นเรือไม่ทัน บอกเลยว่าเรื่องใหญ่มากแน่ T_T
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ และสำหรับท่านใดที่อยากจะอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการล่องเรือสำราญของผมเพิ่มเติมก็สามารถกดอ่านที่ลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ
- รวมจุดเด่นและเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญ
- MAJESTIC PRINCESS : เรือสำราญ 18 ชั้น ที่มีทุกอย่างให้คุณพอเกินพอ!!
- 1 DAY TRIP IN FUKUOKA : 1 วันในฟุกุโอกะเที่ยวอะไรได้บ้าง
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้